(ภาษาไทย)คุณครูวณิตาวรรณ โพธิ์ไหม

Published on Sep 23, 2026

(ภาษาไทย)คุณครูวณิตาวรรณ โพธิ์ไหม

(ภาษาไทย)คุณครูวณิตาวรรณ โพธิ์ไหม - PDF to Document

Published on Sep 23, 2026

Description:

วารสารวิจยวิชาการ ปีที่ 7 ฉบับที่ 4 (กรกฎาคม-สิงหาคม 2567) | 389 การพัฒนาชุดการเรียนรู้แบบศูนย์การเรียน เรื่องการสร้างคำในภาษาไทยของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่จัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD โรงเรียนกุสุมาลย์ วิทยาคม อำเภอกุสุมาลย์ จังหวัดสกลนคร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา สกลนคร Development of Learning Package in the Form of a Learning Center on the Topic of Word Formation in Thai language of Mathayom Suksa 3 Students by Using STAD Technique of Kusuman Witthayakhom School, Kusuman District, Sakon Nakhon Province under Sakon Nakhon Secondary Educational Service Area Office ณิตาวรรณ โพธิ์ไหม1 Nitawan Phomai Received: July 21, 2023 Revised: November 30, 2023 Accepted: December 11, 2023 DOI: …………………………….. บทคัดย่อ บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างและหาประสิทธิภาพของชุดการเรียนรู้แบบ ศูนย์การเรียน เรื่องการสร้างคำในภาษาไทยของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่จัดการเรียนรู้แบบ ร่วมมือเทคนิค STAD 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ก่อนและหลังเรียน 3) ศึกษาดัชนีประสิทธิผลของ การจัดการเรียนรู้ และ 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยการวิจัยนี้เป็น เป็นการวิจัยและพัฒนา มุ่งศึกษาค้นคว้าคิดค้นอย่างเป็นระบบ มีเป้าหมายในการพัฒนา นวัตกรรม จากนั้นนำไปทดลองใช้จนได้ผลเป็นที่น่าพอใจ แล้วจึงนำไปเผยแพร่เพื่อพัฒนาให้มีประสิทธิภาพ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียน 1 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสกลนคร; The Secondary Educational Service Area Corresponding author, e-mail: [email protected], Tel. 085-7397872390 | The Journal of Research and Academics Vol. 7 No. 4 (July-August 2024) กุสุมาลย์วิทยาคม อำเภอกุสุมาลย์ จังหวัดสกลนคร จำนวน 90 คน โดยเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือ ที่ใช้ 1) ชุดการเรียนรู้แบบศูนย์การเรียนเรื่องการสร้างคำในภาษาไทย จำนวน 5 ชุด 2) แบบทดสอบ ผลวัดสัมฤทธิ์แบบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ พบค่าความยาก (p) ระหว่าง .43 - .70 และค่า อำนาจจำแนก (r) ตั้งแต่ .20 - .80 มีค่าความเชื่อมั่น .81 3) แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียน เป็นแบบ Rating Scale 5 ระดับ จำนวน 15 ข้อ และ 4) แผนการจัดการเรียนรู้ประกอบชุดการ เรียนรู้แบบศูนย์การเรียน โดยหาค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที ผลการวิจัย พบว่า 1) ค่าประสิทธิภาพ 85.07/84.89 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 2) คะแนนหลังเรียนสูงกว่าคะแนน ก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3) ดัชนีประสิทธิผลมีค่าเท่ากับ 0.6194 แสดงว่า นักเรียนมีความรู้เพิ่มขึ้น คิดเป็นร้อยละ 62.94 เมื่อเทียบกับเกณฑ์ที่ยอมรับได้ คือ .50 ขึ้นไป และ 4) ความพึงพอใจของนักเรียนต่อการเรียนด้วยชุดการเรียนรู้แบบศูนย์การเรียนเรื่องการสร้างคำใน ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่จัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD อยู่ในระดับมากที่สุด คำสำคัญ: ชุดการเรียนรู้แบบศูนย์การเรียน, การสร้างคำในภาษาไทย, การเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค STAD Abstract The objectives of this research article were 1) to create and find out the effectiveness of learning package in the form of a learning center on the topic of word formation in Thai language of Mathayom Suksa 3 students by using STAD Technique; 2) to compare achievement before and after learning; 3) to study the effectiveness index of learning management; and 4) to study student satisfaction of Mathayom Suksa 3 students. This research was the research and development that aimed to study and innovate systematically. The goal was to develop innovation. After that put it to trial until the results were satisfactory. Then it will be published to develop being efficiency. The sample group included 90 Mathayom Suksa 3 students, semester 1, academic year 2022, Kusuman Witthayakhom School,Kusuman District, Sakon Nakhon Province, using purposive samplings. Tools used were: 1) 5 learning packages in the form of a learning center on the topic of word formation in Thai language; 2) achievement test with 4 multiple choice options, 30 questions, วารสารวิจยวิชาการ ปีที่ 7 ฉบับที่ 4 (กรกฎาคม-สิงหาคม 2567) | 391 found a difficulty value (p) between .43-70 and a discriminatory power value (r) from .20-.80 with a reliability value of .81; 3) student satisfaction assessment form was a 5-level rating scale with 15 questions and; 4) a learning management plan for learning center-style learning package by finding mean, standard deviation and t-test. The research results found that 1) the efficiency value was 85.07/84.89, which was higher than the criterion 80/80; 2) the score after studying was higher than the score before studying with statistical significance at the .01 level; 3) the effectiveness index had a value Equal to 0.6194, indicating that students have increased knowledge accounted for 62. 94 percent compared to the acceptable criteria of .50 and above; and 4) student satisfaction with learning package in the form of a learning center on the topic of word formation in Thai language of Mathayom Suksa 3 students by using STAD Technique was at the highest level. Keywords: Learning Center Learning Package, Thai Word Formation, STAD Technique บทนำ การจัดการเรียนการสอนในปัจจุบัน เปิดโอกาสให้นักเรียนใช้เครื่องมือในการแสวงหา ความรู้ โดยผ่านประสบการณ์จากแหล่งข้อมูล ข่าวสารสนเทศต่าง ๆ เพื่อพัฒนาความรู้ ความคิด และสร้างสรรค์ให้ทันโลก การจัดการเรียนการสอนจึงต้องเน้นการแสวงหาความรู้ (กระทรวง ศึกษาธิการ, 2552) อีกทั้งหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กล่าวถึงการ เรียนรู้การสื่อสารกับผู้อื่นอย่างมีประสิทธิภาพและใช้ภาษาในการแก้ปัญหาในการดำรงชีวิต โดยเน้น การสอนภาษาไทยในฐานะเป็นเครื่องมือของการเรียนรู้ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถแสวงหาความรู้ได้ด้วย ตนเอง (กระทรวงศึกษาธิการ, 2552) ภาษาจึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการแสวงหาความรู้ โดย ครูผู้สอนต้องมุ่งพัฒนาการจัดการเรียนรู้ให้ผู้เรียนได้แสดงความสามารถนำเสนอข้อมูลความรู้ สามารถทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มได้ และเห็นความสำคัญของผู้อื่น การร่วมมือกันเรียนรู้จึงเป็นการ จัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมผู้เรียนให้เกิดทักษะต่างๆได้ ทิศนา แขมมณี (2560); ชัยวัฒน์ สุทธิรัตน์ (2559) กล่าวว่า การจัดการเรียนรู้แบบ ร่วมมือเทคนิค STAD พัฒนาขึ้นเพื่อขจัดปัญหาด้านการศึกษา โดยมุ่งเน้นทักษะการคิด การเรียนที่392 | The Journal of Research and Academics Vol. 7 No. 4 (July-August 2024) เป็นระบบ สร้างสัมพันธภาพระหว่างผู้เรียนโดยมุ่งเน้นให้ผู้เรียนศึกษาเนื้อหาสาระ ด้วยตนเอง ด้วย ความร่วมมือจึงเกิดทักษะทางสังคม การแสวงหาความรู้การคิดและการแก้ปัญหา สอดคล้องกับ ปรียาพร วงศ์อนุตรโรจน์ (2553) ที่กล่าวว่า ความรู้สึกของบุคคลในทางบวกจากการทำงานและ ได้รับผลตอบแทน เป็นความพึงพอใจทำให้บุคคลเกิดความรู้สึกกระตือรือร้น มุ่งมั่นในการทำงานจน เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลการทำงาน เหล่านี้จะช่วยสร้างความยั่งยืนให้กับผู้เรียนในการ แสวงหาความรู้ ผู้สอนส่วนใหญ่จะใช้รูปแบบการสอนที่เน้นผู้สอนเป็นศูนย์กลาง เน้นการถ่ายทอด ความรู้และเนื้อหา ทำให้นักเรียนขาดการปฏิสัมพันธ์กับครูผู้สอน มีการแลกเปลี่ยนกับครูผู้สอน รวมถึงเพื่อนร่วมชั้นเรียนน้อย และทำให้นักเรียนขาดการเรียนรู้ด้วยตนเอง การจัดการศึกษาไม่ สนองตอบกระบวนการพัฒนาผู้เรียน โดยขาดการมุ่งเน้นให้ผู้เรียนพัฒนาศักยภาพ ดังนั้นครูผู้สอน จะต้องให้ผู้เรียนตระหนักว่า การฝึกฝนการใช้ภาษาเพื่อพัฒนาทักษะการฟัง พูด อ่านและการเขียน ภาษาไทย ให้สามารถนำไปสื่อสาร เรียนรู้ เสริมสร้างความเข้าใจอันดีต่อกัน และรู้จักกระบวนการ ทำงานเป็นกลุ่ม จนสามารถสะท้อนปัญหา ความรู้ที่เกิดจากการจัดกิจกรรมของครูผู้สอน ในรูปแบบ ของผลงาน หรือการนำเสนอได้ จากการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้อง พบว่า นวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ที่ให้ผู้เรียนได้ เรียนรู้และแสดงศักยภาพ เหมาะสมกับวัยของผู้เรียน การออกแบบกิจกรรมหรือวิธีการต่าง ๆ มา บูรณาการ ทำให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้อย่างเต็มความสามารถ ดังที่ Slavin, R. E. (1990) ได้ กล่าวถึงการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD โดย 5 ขั้นตอนหลัก คือ การนำเสนอข้อมูล การทำงาน ร่วมกัน การทดสอบ การปรับปรุงคะแนน และการตัดสินผลงานของกลุ่ม ซึ่งเกิดจากการที่นักเรียน ได้ศึกษา ค้นคว้าและลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง เห็นความสำคัญของการทำงานเป็นทีม ครูควรให้ ผู้เรียนเรียนรู้ด้วยตนเองโดยการซักถาม พูดคุย รู้จักคิดหาเหตุผล จากความรู้เดิมสู่ความรู้ใหม่ สอดคล้องคำกล่าวของอิศรา รุ่งอภิญญา (2558) กล่าวว่า กิจกรรมการเรียนการสอนแบบร่วมมือด้วย เทคนิค STAD ร่วมกับแบบฝึกเป็นการจัดการเรียนรู้ที่มีส่วนช่วยพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชา ภาษาไทยในเรื่องหลักภาษา ด้วยการทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มฝึกปฏิบัติ ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยน เรียนรู้ร่วมกันโดยตระหนักถึงความสำเร็จของกลุ่ม ผู้สอนจัดทำคะแนนแต่ละคน และแต่ละกลุ่ม มี การให้รางวัล หรือชมเชยกลุ่มที่ทำคะแนนสูง เพื่อให้ผู้เรียนตระหนักถึงความสำเร็จ เกิดความ ต้องการยอมรับจากเพื่อนทำให้เป็นตัวเสริมแรง นำมาซึ่งความสำเร็จของกลุ่ม เช่นเดียวกับงานวิจัย ของสุกัญญา จันทร์แดง (2556) ได้วิจัยเรื่อง การจัดการเรียนด้วยชุดการสอนแบบร่วมมือที่มีต่อ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสามารถในการทำงานร่วมกัน วิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นวารสารวิจยวิชาการ ปีที่ 7 ฉบับที่ 4 (กรกฎาคม-สิงหาคม 2567) | 393 ประถมศึกษาปีที่ 6 พบว่า ผลการเรียนรู้ของนักเรียนที่เรียนด้วยชุดการสอนแบบร่วมมือมีผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ จากประสบการณ์การสอนของผู้วิจัย วิเคราะห์สาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนวิชาภาษาไทย สรุปได้2 ประการ คือ วิธีการสอนและเทคนิคที่เหมาะสม เทคนิคการ สอนยังไม่เหมาะสมกับนักเรียน และสื่อการเรียนการสอน ซึ่งสื่อที่ใช้อยู่ยังไม่เหมาะสมกับเนื้อหา สาระที่สอนทำให้นักเรียนไม่บรรลุจุดประสงค์การเรียนรู้ ไม่สนองความต้องการของนักเรียน นักเรียนขาดความกระตือรือร้น ไม่เห็นความสำคัญของกระบวนการทำงานร่วมกับผู้อื่น เป็นผลให้ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด การศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องเพื่อหาแนวทางในการ แก้ปัญหาการเรียนการสอนวิชาภาษาไทยโดยหาแนวทางพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 สำหรับนักเรียนที่ไม่ผ่านเกณฑ์การประเมิน ผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะสร้างชุดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและการ สอนซ่อมเสริมวิชาภาษาไทย จึงทำการพัฒนาชุดการเรียนรู้แบบศูนย์การเรียน เรื่องการสร้างคำใน ภาษาไทยของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยนำแนวทางการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD มา ประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอน วัตถุประสงค์ 1. เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของการพัฒนาชุดการเรียนรู้แบบศูนย์การเรียนเรื่อง การสร้างคำในภาษาไทยของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่จัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ให้ได้ประสิทธิภาพ 2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนที่เรียน โดยการพัฒนาชุดการเรียนรู้แบบศูนย์การเรียน เรื่องการสร้างคำในภาษาไทยของนักเรียน ชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่จัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD 3. เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของการจัดการเรียนรู้โดยใช้การพัฒนาชุดการเรียนรู้แบบ ศูนย์การเรียนเรื่องการสร้างคำในภาษาไทยของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่จัดการเรียนรู้แบบ ร่วมมือเทคนิค STAD 4. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 หลังจากการจัดกิจกรรม การเรียนการสอน วิธีดำเนินการวิจัย 394 | The Journal of Research and Academics Vol. 7 No. 4 (July-August 2024) การวิจัยนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) โดยมุ่งศึกษา ค้นคว้าและคิดค้นอย่างเป็นระบบ มีเป้าหมายในการพัฒนาผลผลิต รูปแบบนวัตกรรม นำไปทดลอง ใช้จนได้ผลเป็นที่น่าพอใจ แล้วจึงนำไปเผยแพร่เพื่อพัฒนาให้มีประสิทธิภาพ โดยดำเนินการสร้าง ชุดการเรียนรู้แบบศูนย์การเรียน เรื่องการสร้างคำในภาษาไทย ด้วยการสอนแบบร่วมมือกันเรียนรู้ ตามแนวทางของ STAD จำนวน 5 ชุด ได้แก่ ชุดที่1เรื่องคำซ้อน ชุดที่2 เรื่องคำซ้ำ ชุดที่ 3 เรื่องคำ ประสม ชุดที่ 4 เรื่องคำสมาส ชุดที่ 5 เรื่องคำสนธิ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (Achievement Test) วิชาภาษาไทย จากชุดการเรียนรู้แบบศูนย์การเรียน เรื่องการสร้างคำใน ภาษาไทยของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่จัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD จำนวน 1 ชุด มี 30 ข้อ แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้และแผนการจัดการเรียนรู้ ประกอบชุดการเรียนรู้แบบศูนย์การเรียนเรื่องการสร้างคำในภาษาไทยของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 3 ที่จัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD และหาค่าความเชื่อมั่นของเครื่องมือ การใช้กลุ่มตัวอย่าง และประชากรมาวิเคราะห์ข้อมูลดังนี้ 1. ประชากร ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียนกุสุมาลย์วิทยาคม อำเภอกุสุมาลย์ จังหวัดสกลนคร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษาสกลนคร จำนวน 90 คน 2. กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการพัฒนา ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ภาค เรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียนกุสุมาลย์วิทยาคม อำเภอกุสุมาลย์ จังหวัดสกลนคร สำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสกลนคร จำนวน 90 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เนื่องจาก ผู้สอนทำการสอนชั้น ม.3 เพียง 3 ห้องเรียน 3. ประชากรและกลุ่มตัวอย่างในการหาคุณภาพของแบบทดสอบ ประชากร คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/6-8 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียนกุสุมาลย์วิทยาคม อำเภอกุสุมาลย์ จังหวัดสกลนคร จำนวน 90 คน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการหาค่าความยากง่าย และค่า อำนาจจำแนกของแบบทดสอบ เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียนกุสุมาลย์วิทยาคม อำเภอกุสุมาลย์ จังหวัดสกลนคร จำนวน 30 คน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ ในการหาค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/9 ภาคเรียนที่ 1 ปี การศึกษา 2565 โรงเรียนกุสุมาลย์วิทยาคม อำเภอกุสุมาลย์ จังหวัดสกลนคร 30 คน การสร้างและหาคุณภาพของเครื่องมือ 1. ชุดการเรียนรู้แบบศูนย์การเรียน เรื่องการสร้างคำในภาษาไทยของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่จัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD สร้างและนำชุดการเรียนรู้แบบศูนย์การวารสารวิจยวิชาการ ปีที่ 7 ฉบับที่ 4 (กรกฎาคม-สิงหาคม 2567) | 395 เรียนไปให้ผู้เชี่ยวชาญจำนวน 5 คน ตรวจพิจารณาความเหมาะสมด้านความเที่ยงตรงตามเนื้อหา ด้านการจัดกิจกรรม ด้านสื่อประกอบในแต่ละชุด และความเหมาะสมของการวัดผลประเมินผล แต่ละประเด็นมีค่าคุณภาพไม่ต่ำกว่า 3.50 นำไปทดลองใช้เพื่อหาข้อบกพร่องที่ต้องปรับปรุง 2. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เป็นแบบทดสอบแบบปรนัยชนิดเลือก ตอบ 4 ตัวเลือก สร้างแบบทดสอบให้มีความเที่ยงตรงตามเนื้อหา และพฤติกรรมที่ต้องการวัด จำนวน 35 ข้อ ต้องการใช้จริง 30 ข้อ นำแบบทดสอบที่สร้างขึ้นไปให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบความ โดยใช้ดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อสอบกับจุดประสงค์ (Index of Item Objective Congruence) หรือเรียกว่า ค่า IOC นำความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญมาคำนวณค่า IOC ซึ่งมีค่าตั้งแต่ 0.00-1.00 ซึ่งค่า IOC ที่ต่ำกว่า 0.50 นำแบบทดสอบที่ปรับปรุงแก้ไขไปทดสอบ นำคะแนนที่ได้มา หาค่าความยากง่าย (p) ซึ่งมีค่าระหว่าง 0.43 ถึง 0.70 และค่าอำนาจจำแนก (r) ซึ่งมีค่าระหว่าง 0.20-0.80 จากนั้นเลือกข้อสอบที่มีค่าคุณภาพตามเกณฑ์ จำนวน 90 ข้อ นำแบบทดสอบไปทดสอบ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/1 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียนกุสุมาลย์วิทยาคม อำเภอกุสุมาลย์ จังหวัดสกลนคร จำนวน 30 คน นำคะแนนที่ได้มาคำนวณหาค่าความเชื่อมั่น โดยใช้สูตร KR-20 ซึ่ง มีค่าความเชื่อมั่น 0.81 ได้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 1 ชุด จำนวน 30 ข้อแล้วนำ แบบทดสอบไปใช้ในการทดลองต่อไป 3. แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้ชุดการเรียนรู้แบบ ศูนย์การเรียน เรื่องการสร้างคำในภาษาไทยของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่จัดการเรียนรู้แบบ ร่วมมือเทคนิค STAD มีวิธีสร้างแบบสอบถามวัดความพึงพอใจแบบ (Questionnaire) โดยใช้มาตรา ส่วนประมาณค่า 5 ระดับ สร้างแบบสอบถามให้ข้อคำถามมีความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาและครอบคลุม ประเด็นที่ต้องการศึกษา นำแบบสอบถามไปให้ผู้เชี่ยวชาญ ตรวจสอบแล้วนำมาปรับปรุงตาม ข้อเสนอแนะ นำฉบับสมบูรณ์ให้นักเรียนตอบแบบสอบถาม และนำคะแนนที่ได้มาหาค่าเฉลี่ย (x̅) ใช้เกณฑ์การแปลความหมายคะแนนของ Likert 4. แผนการจัดการเรียนรู้ประกอบชุดการเรียนรู้แบบศูนย์การเรียน เรื่องการสร้าง คำในภาษาไทยของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่จัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD มีวิธีการ สร้างและหาคุณภาพโดยกำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้ และกำหนดเนื้อหาเพื่อจัดทำแผนการจัดการ เรียนรู้ คำอธิบายรายวิชา จัดทำแนวทางการวัดผลประเมินผล และจัดทำกำหนดการสอน โดยจัดทำ แผนการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ จำนวน 5 แผน ๆ ละ 2 ชั่วโมง รวมเป็น 10 ชั่วโมง นำแผนการจัดการเรียนรู้ไปให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ โดยใช้มาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ แล้ว นำมาหาค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน โดยเปรียบเทียบตามวิธีการของ Likert แผนการ396 | The Journal of Research and Academics Vol. 7 No. 4 (July-August 2024) จัดการเรียนรู้มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.67 และมีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.65 หมายความว่า แผนการจัดการเรียนรู้มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด สรุปผลการวิจัย 1. ผลการหาประสิทธิภาพของชุดการเรียนรู้แบบศูนย์การเรียน เรื่องการสร้างคำใน ภาษาไทยของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่จัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD แสดงให้เห็นว่า ประสิทธิภาพของชุดการเรียนรู้แบบศูนย์การเรียน เรื่องการสร้างคำในภาษาไทยของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่จัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD(E1/E2 ) มีค่าเท่ากับ 85.07/84.89 ซึ่งสูง กว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้คือ 80/80 แสดงว่าชุดการเรียนรู้แบบศูนย์การเรียนมีประสิทธิภาพ แสดงให้ เห็นว่าดัชนีประสิทธิผลของการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดการเรียนรู้แบบศูนย์การเรียน เรื่องการสร้างคำ ในภาษาไทยของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่จัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD คิดเป็นร้อย ละ 62.94 2. แบบทดสอบผลวัดสัมฤทธิ์ทางเรียน เรื่อง การสร้างคำในภาษาไทย เป็นแบบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ ที่มีค่าความยาก (p) ระหว่าง .43 -.70 และค่าอำนาจจำแนก (r) ตั้งแต่ .20 - .80 และค่าความเชื่อมั่น .81 ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้ชุดการเรียนรู้แบบศูนย์การเรียน เรื่องการสร้างคำในภาษาไทยของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่จัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD คะแนนทดสอบก่อนเรียนและทดสอบหลังเรียน เมื่อ นำไปทดสอบความแตกต่างทางสถิติ โดยใช้ t-test มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .01 แสดงว่าชุดการเรียนรู้แบบศูนย์การเรียน เรื่องการสร้างคำในภาษาไทยของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่จัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD สามารถพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนได้จริง 3. ผลการหาดัชนีประสิทธิผลของการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดการเรียนรู้แบบศูนย์การ เรียน เรื่องการสร้างคำในภาษาไทยของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่จัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค STAD แสดงให้เห็นว่าดัชนีประสิทธิผลของการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดการเรียนรู้แบบศูนย์ การเรียน เรื่องการสร้างคำในภาษาไทยของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่จัดการเรียนรู้แบบ ร่วมมือเทคนิค STAD มีค่าเท่ากับ 0.6194 คิดเป็นร้อยละ 62.94 เมื่อเทียบกับเกณฑ์ที่ยอมรับได้ คือ .50 ขึ้นไป 4. ผลการประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้พัฒนาชุดการเรียนรู้ แบบศูนย์การเรียน เรื่องการสร้างคำในภาษาไทยของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่จัดการเรียนรู้วารสารวิจยวิชาการ ปีที่ 7 ฉบับที่ 4 (กรกฎาคม-สิงหาคม 2567) | 397 แบบร่วมมือเทคนิค STAD แสดงให้เห็นว่านักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนการสอน เมื่อ พิจารณาโดยรวมมีค่าเฉลี่ย 4.61 อยู่ในระดับมากที่สุด อภิปรายผลการวิจัย 1. การหาประสิทธิภาพของชุดการเรียนรู้แบบศูนย์การเรียน เรื่องการสร้างคำใน ภาษาไทยของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่จัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD แสดงให้เห็น ว่าประสิทธิภาพของชุดการเรียนรู้แบบศูนย์การเรียน เรื่องการสร้างคำในภาษาไทยของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่จัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD(E1/E2 ) มีค่าเท่ากับ 85.07/84.89 ซึ่งสูง กว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้คือ 80/80 สอดคล้องกับงานวิจัยของสุรางค์ทุ่นศิริ (2554) พบว่า ชุดการ สอนแบบศูนย์การเรียน มีประสิทธิภาพโดยเฉลี่ย 83.75/81.25 สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 70/70 และ หลังผลการซ่อมเสริม โดยใช้ชุดการสอนแบบศูนย์การเรียน เรื่องการแก้สมการกำลังสองตัวแปร เดียว นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (กระทรวงศึกษาธิการ, 2552) โดย ศึกษาเอกสารตัวชี้วัด มาตรฐาน สาระการเรียนรู้แกนกลาง และวิเคราะห์หลักสูตร จัดการเรียนรู้ อย่างเหมาะสมเพื่อนำไปสู่การบรรลุวัตถุประสงค์ของนักเรียน 2. การจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดการเรียนรู้แบบศูนย์การเรียน เรื่องการสร้างคำใน ภาษาไทยของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่จัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD มีผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 นอกจากนี้ยังพบว่า การประเมินผลก่อนเรียนมีค่าเฉลี่ย 14.93 หลังเรียน มีค่าเฉลี่ย 24.27 ซึ่งมีค่าสูงขึ้น เท่ากับ 9.34 ซึ่งการมีค่าเฉลี่ยสูงขึ้น เนื่องจากการออกแบบชุดการเรียนรู้แบบศูนย์การเรียนโดยใช้เทคนิค STAD ที่ผู้วิจัยออกแบบบูรณาการ เป็นการจัดการเรียนรู้ที่จูงใจผู้เรียนให้กระตือรือร้น กล้าแสดงออก และ ช่วยเหลือกัน สามารถใช้ได้กับทุกวิชา สอดคล้องกับงานวิจัยของสุกัญญา จันทร์แดง (2556) พบว่า ผลการจัดการเรียนรู้ด้วยชุดการสอนแบบร่วมมือที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสามารถใน การทำงานร่วมกัน วิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูง กว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 3. การเรียนด้วยชุดการเรียนรู้แบบศูนย์การเรียน โดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบร่วมมือ ตามแนวทางของ STAD โดย 5 ขั้นตอนหลัก คือ การนำเสนอข้อมูล การทำงานร่วมกัน การทดสอบ การปรับปรุงคะแนน และการตัดสินผลงานของกลุ่ม นักเรียนจะต้องทำงานด้วยกระบวนการกลุ่ม ร่วมกันเรียนรู้ด้วยตนเอง เป็นกิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นให้ผู้เรียนสามารถคิดวิเคราะห์ ข้อมูล 398 | The Journal of Research and Academics Vol. 7 No. 4 (July-August 2024) เหตุการณ์ เป็นกระบวนการใช้สติปัญญาในการไตร่ตรอง เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจ นำไปใช้ แก้ปัญหา เกิดการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ สอดคล้องกับทิศนา แขมมณี (2560); ชัยวัฒน์ สุทธิรัตน์ (2559) การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD พัฒนาขึ้นเพื่อขจัดปัญหาด้านการศึกษา โดย มุ่งเน้นทักษะการคิด การเรียนที่เป็นระบบ สร้างสัมพันธภาพระหว่างผู้เรียนโดยมุ่งเน้นให้ผู้เรียน ศึกษาเนื้อหาสาระ ด้วยตนเอง ด้วยความร่วมมือจึงเกิดทักษะทางสังคม การแสวงหาความรู้การคิด และการแก้ปัญหา จนเกิดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่สูงขึ้น และยั่งยืน 4. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีความพอใจต่อการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD เรื่องการสร้างคำในภาษาไทย โดยรวมอยู่ในระดับผลการประเมินความพึงพอใจของนักเรียน ที่มีต่อกิจกรรมการเรียนรู้แสดงให้เห็นว่านักเรียนมีความพึงพอใจต่อชุดการเรียนรู้แบบศูนย์การ เรียน เรื่องการสร้างคำในภาษาไทยของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่จัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค STAD เมื่อพิจารณาโดยรวมมีค่าเฉลี่ย 4.61 อยู่ในระดับมากที่สุด ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่ กำหนดไว้ เนื่องจากการจัดการเรียนรู้เทคนิค STAD ใช้กระบวนการแบบกลุ่ม ทำให้เกิดความ สนุกสนาน ท้าทายความสามารถ เนื่องจากได้ร่วมกันวิเคราะห์ สร้างความตื่นเต้น และร่วมมือใน การทำงาน จนเกิดผลงานที่สร้างความภูมิใจให้กับสมาชิกในกลุ่ม อีกทั้งสื่อที่หลากหลาย เร้าความ สนใจนักเรียนกระตือรือร้น เนื่องจากต้องช่วยเหลือกัน ฟังความคิดเห็นจากทุกคนในกลุ่มและ กลายเป็นความสำเร็จ รวมทั้งชิ้นงานของกลุ่มจนได้รับรางวัลเป็นการเสริมแรง สอดคล้องกับแนวคิด ของปรียาพร วงศ์อนุตรโรจน์ (2553) กล่าวว่า ความรู้สึกของบุคคลในทางบวกจากการทำงานและ ได้รับผลตอบแทน เป็นความพึงพอใจทำให้บุคคลเกิดความรู้สึกกระตือรือร้น มุ่งมั่นในการทำงานจน เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลการทำงาน จึงทำให้ทราบว่าการจัดการเรียนรู้แบบศูนย์การ เรียน เป็นกระบวนการที่ผู้สอนจัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้ผู้เรียน โดยให้ผู้เรียนศึกษาหาความรู้ ด้วยตนเองตามความต้องการ ความสนใจและความสามารถจากศูนย์การเรียนที่ผู้สอนได้จัดเตรียม เนื้อหาสาระ ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของ นักเรียนดีขึ้น องค์ความรู้ใหม่ การทดลองรายบุคคล เพื่อนำมาปรับปรุงแก้ไขชุดการเรียนรู้แบบศูนย์การเรียนให้มี ประสิทธิภาพสูงขึ้น หลังจากนั้นได้ทดลองกลุ่มย่อย แล้วนำผลที่ได้ไปปรับปรุงเพื่อให้มีประสิทธิภาพ สูงขึ้น และในชุดการเรียนรู้แบบศูนย์การเรียนแต่ละชุดยังประกอบด้วยสื่อประสมอย่างหลากหลาย ได้แก่ บัตรคำสั่ง เอกสารเนื้อหา บัตรกิจกรรม เกม รูปแบบการนำเสนอเนื้อหาที่มีรูปภาพ ใน