บาลีไวยกรณ์ชั้นสูง ๑-๒-๓ (พันเอกสำราญ)

Published on Oct 29, 2026

บาลีไวยกรณ์ชั้นสูง ๑-๒-๓ (พันเอกสำราญ)

บาลีไวยกรณ์ชั้นสูง ๑-๒-๓ (พันเอกสำราญ) - PDF to Document

Published on Oct 29, 2026

Description:

ค ำน ำ ภำษำบำลี มีชื่อเรียกอีกอยา่งหน่ึงวา่ “ ภำษำมคธ ” เพราะเป็ นภาษาของชาวแคว้นมคธ ซ่ึงเป็ นแควน ้ ที่สา คญัและมีอิทธิพลมากแควน ้ หน่ึง ในบรรดาแควน ้ ท้งั๑๖ แคว้น ใน สมยัพุทธกาล ประเทศอินเดียสมยัน้นัมีชื่อวา่ “ ชมพูทวปี ” แต่ปัจจุบนัแบ่งแยกออกเป็ น หลายประเทศดว ้ ยกนัเช่น อินเดีย เนปาล ภูฐาน (ภูฏาน ) สิขิม บงัคลาเทศ ปากีสถาน และ อัฟกานิสถาน เป็ นต้น ภาษาบาลีเป็ นภาษาที่ใช้จารึกค าสอนของพระพุทธเจา ้ คือจารึกพระไตรปิฎกนนั่เองซึ่ง อาจกล่าวไดว ้ า่จารึกภาษาของพระพุทธเจา ้ เพราะพระพุทธเจา ้ กท ็ รงใชภ ้ าษามคธน้ีในการสั่ง สอนชาวโลก แต่ในกาลต่อมาประเทศต่าง ๆ ทวั่โลกที่นบัถือพระพุทธศาสนา ไดน ้ า เอาคา สั่งสอนของพระพุทธเจา ้ ( พระพุทธศาสนา ) เขา ้ไปสู่ประเทศของตน โดยการปริวรรตอกัษร มคธไปเป็ นอกัษรของตน ส่วนคา สอนน้นัยงัคงเป็ นภาษามคธอยเู่หมือนเดิม ดว ้ ยเผหตุน้ีภาษา มคธจึงมีชื่อเรียกวา่ “ ภำษำบำลี” ซ่ึงแปลวา่ภาษาที่รักษาพระพุทธพจนไ์ ว ้ เพราะฉะน้นัผทู้ี่ศึกษาหรือนบัถือพระพุทธศาสนา จึงมีความจา เป็ นอยา่งยงิ่ที่จะตอ ้ ง ศึกษาภาษาบาลีหรือภาษามคธน้ีใหเ ้ ขา ้ใจอยา่งถ่องแท ้ เพื่อจะไดท ้ ราบความหมายและเขา ้ ถึง ค าสอนของพระพุทธเจา ้ อยา่งถูกตอ ้ งแทจ ้ ริง อนัจะเป็ นอุปการะในการศึกษาคน ้ ควา ้ คา สอน ในทางพระพุทธศาสนาในระดบัสูง ๆ ข้ึนไป กบัท้งัยงัจะอา นวยประโยชน ์ ต่อการปฏิบตัิตาม คา สอนของพระพุทธเจา ้ในการแกป้ัญหาชีวติของตน ตรงตามพุทธประสงคท ์ ี่แทจ ้ ริงอีกดว ้ ย มหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ได้บรรจุวิชาบาลีไวยากรณ์เข้าในหลักสูตร การศึกษาสา หรับนิสิตช้นั ปีที่๒ ท้งัภาคปกติและภาคพิเศษ ทุกคณะ ที่ยงัไม่ไดเ ้ รียนหรือยงัไม่มี พ้ืนฐานวชิาน้ีมาก่อน กด ็ ว ้ ยมีวตัถุประสงคด ์ งักล่าวมา แต่เนื่องจากวชิาบาลีไวยากรณ ์ น้ีเป็ น วชิาวา่ดว ้ ยกฎเกณฑแ ์ ละระเบียบกติกาของภาษาบาลีซ่ึงมีเน้ือหามาก กอปรกบันิสิตส่วนมากไม่มี พ้ืนฐานมาก่อน ท้งัเรียนในเวลาจา กดัระยะส้ัน ๆ อีกดว ้ ย จึงทา ใหเ ้ กิดความวติกกงัวลและ หนกัใจเป็ นอยา่งยงิ่เรียกวา่เรียนไม่สนุกนนั่เอง อยา่งไรกต ็ าม ผรู้ วบรวมและเรียบเรียงหวงัเป็ นอยา่งยงิ่วา่หนงัสือบาลีไวยากรณ ์ เล่มน้ี แมจ ้ ะมีขอ ้ บกพร่องอยบู่า ้ ง แต่กค ็ งจะอา นวยประโยชนแ ์ ก่นิสิตนกัศึกษาและผสู้ นใจทวั่ ไป ไดใ้ น ระดับหนึ่ง ขอต้งัความปรารถนาดีแก่ผศู้ึกษาทุกท่านไว ้ ณ โอกาสน้ีดว ้ ย พนัเอก สา ราญ กา ้ นพลูกลาง ป.ธ.๙ , พ.ม. ผู้รวบรวมและเรียบเรียง บทที่ ๑ วิธีอ่ำนและเขียนภำษำบำลีเบื้องต้น ----------------------------------- ภำษำบำลีเป็ นภาษาที่ส าคัญทางพระพุทธศาสนา เพราะเป็ นภาษาที่ใช้จารึก พระไตรปิ ฎกและคัมภีร์ส าคัญอื่น ๆ ของพระพุทธศาสนาฝ่ ายเถรวาท เป็ นภาษาที่มีระเบียบ แบบแผนดีมาก ที่เรียกอีกอยา่งหน่ึงวา่ “ ตันติภำษำ ” ในสมัยพุทธกาลในชมพูทวีปหรือ ประเทศอินเดีย ปัจจุบัน ภาษาน้ีคนทวั่ ไปใชพ ู้ดกนัมาก โดยเฉพาะในแคว้นมคธ อันเป็ น อาณาจกัรที่มีอา นาจมากในสมยัน้นั ภาษาน้ีจึงไดม ้ีชื่อเรียกอีกอยา่งหน่ึงวา่ “ ภำษำมคธ ” พระพุทธเจา ้ และพระสาวกในสมยัน้นั กใช้ภาษ ็ าน้ีในการประกาศพระศาสนา เพราะ คนพ้ืนเมืองทวั่ ไปกน ็ ิยมพูดภาษาน้ีเช่นกนั ภาษาน้ีไดม ้ีการศึกษากนัมากในประเทศที่นบัถือพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท โดย เฉพาะในหมู่พระภิกษุเช่น ประเทศอินเดีย ไทย พม่า ศรีลงักา เขมร และลาว เป็ นตน ้ นอกจากน้ียงัใชพ ู้ดกนัอยใู่นหมู่นกัปราชญท ์ างภาษาบาลีดว ้ ย ดงัน้นัคนไทยผนู้ บัถือพระ พุทธศาสนา จึงควรทราบวธิีอ่านและเขียนภาษาน้ีไวด ้ ว ้ ย เพื่อใชใ้ นการอ่าน การเขียน การ ศึกษาเล่าเรียน และการสวดมนต ์ใหถ ู้กตอ ้ ง เพราะยงัจา เป็ นที่จะตอ ้ งใชก ้ นัมากในวงการ พระพุทธศาสนาในเมืองไทย ท้งัในปัจจุบนัและอนาคต การอ่านและการสวดมนตภ ์ าษาบาลีในประเทศไทย มี๒ แบบ คืออ่านแบบไทยที่ เรียกวา่ แบบสังโยค และอ่านแบบสากลที่เรียกวา่แบบมคธ ซ่ึงมีรายละเอียดในการอ่านและการ เขียน ดงัน้ี ๑. กำรอ่ำนแบบสังโยค การอ่านหรือการสวดมนตแ ์ บบสังโยคน้นั เป็ นการออก ส าเนียงแบบไทย ๆ ตามส าเนียงของคนไทยเรา แต่กม ็ีวธิีอ่านโดยเฉพาะเหมือนกนั โดย มีเครื่องหมายการอ่านที่สมเด็จพระมหาสมณะเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส พระองค์ผู้ ประสิทธ์ิประสาทความเจริญแห่งวชิาการทางพระพุทธศาสนา ไดท ้ รงจดัทา ไวเ ้ป็นพิเศษ สา หรับการอ่านภาษาบาลีโดยเฉพาะ คือ เครื่องหมายนิคคหิต หรือหยาดน้า คา ้ ง ก ( บน ตัวอักษร ) และ มหัพภาค . (จุดใตต ้ วัอกัษร) โดยมีกฎเกณฑใ์ นการอ่านดงัน้ี ๑.๑ สระ อะ ในภาษาบาลีจะไม่มีประวิสรรชนีย์ (ไม่มีรูป )แต่ตอ ้ ง อ่านออกเสียง อะ ดว ้ ย เช่น อรหโต อ่านวา่อะระหะโต, ภควโต อ่านวา่ภะคะวะโต, มรณธมฺโมมฺหิอ่านวา่มะระณะธมัโมมหิ, จรติอ่านวา่จะระติเป็ นตน ้ ๒ ๑.๒ เครื่องหมายนิคคหิตหรือหยาดน้า คา ้ ง ซ่ึงอยบู่นตวัอกัษร( ก ) มีค่าเท่ากบัไมห ้ นัอากาศและง สะกด ( กัง ) เช่น อรห อ่านวา่อะระหงั, มรณ อ่าน วา่มะระณงัเป็ นตน ้ แต่หากวา่ตวัอกัษรที่มีนิคคหิตอยดู่ว ้ ยน้นัมีสระอยดู่ว ้ ย ตวันิคคหิต ที่อกัษรตวัน้นัจะเท่ากบั ง สะกดอยา่งเดียว เช่น วิสุ วิสุ อ่านวา่วสิุง วสิุง เป็ นตน ้ ๑.๓ เครื่องหมายจุด ( กฺ) ใตต ้ วัอกัษร มีค่าเท่ากบัตวัสะกดและไม ้ หนัอากาศ เช่น ธมฺโม, สงฺโฆ อ่านวา่ธมัโม, สังโฆ, อตฺตา, ทนฺตา อ่านวา่อตัตา ,ทนัตา เป็ นตน ้ แต่หากวา่พยญัชนะขา ้ งหนา ้ ตวัจุดน้นัมีสระอยแู่ลว ้ ตวัจุดใตต ้ วัอกัษรน้นั จะมี ค่าเท่ากบัตวัสะกดอยา่งเดียว เช่น พุทฺโธ,วชิฺชา, เสยฺโย,โสตฺถิและโมกฺข อ่านวา่พุทโธ, วิชชา, เสยโย, โสตถิ และ โมกขัง เป็ นต้น ๑.๔ ถา ้ พยญัชนะตวัสะกดเป็ นอกัษร ส เวลาอ่านจะมีเสียง ห กล้า เขา ้ มา ดว ้ ย และ ส น้นัเป็ นเสียง อุสุมะ ( เหมือน ส ซอ ้ นมาอีกตวัหน่ึง เช่น อายสฺมา อ่านวา่ อายสัสะหมา ้, ตสฺมึอ่านวา่ตสัสะหมิ้ง, ตสฺมา อ่านวา่ตสัสะหมา ้ เป็ นตน ้ ๒. กำรอ่ำนแบบมคธ การอ่านแบบมคธ หรือการอ่านออกเสียงมคธ น้ี นิยม ทวั่ ไปในการอ่านหรือพูดภาษาบาลีระหวา่งประเทศ( สากล) แมก ้ ารเขียนภาษาบาลีดว ้ ยอกัษร โรมนักใ็ ชก ้ ารออกเสียงแบบมคธน้ีคือออกเสียงสา เนียงอินเดีย โดยมีกฎเกณฑก ์ ารอ่านดว ้ ย สา เนียงมคธ ตามที่สมเดจ ็ พระมหาสมณะเจา ้ กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ไดท ้ รงวางไวด ้ งัน้ี ๒.๑ ค ออกเสียง ก กล้า ง = กฺง ตรงกบั G ๒.๒ ช ออกเสียง จ กล้า ย = จฺย ตรงกบั J ๒.๓ ฆ ออกเสียง ฆ กล้า ห = ฆฺห ตรงกบั GH ๒.๔ ฌ ออกเสียง ฌ กล้า ห = ฌฺห ตรงกบั JH ๒.๕ ฒ ออกเสียง ฒ กล้า ห = ฒฺห ตรงกบั DH ๒.๖ ธ ออกเสียง ธ กล้า ห = ธฺห ตรงกบั DH ๒.๗ ภ ออกเสียง ภ กล้า ห = ภฺห ตรงกบั BH ๒.๘ ฑ ออกเสียง ฎ ตรงกบั D ๒.๙ ท ออกเสียง ด ตรงกบั D ๒.๑๐ พ ออกเสียง บ ตรงกบั B ๓ อกัษรนอกจากน้ีออกเสียงตรงตวัตามภาษาไทย เช่น ญ = n, ฎ = t , ฐ = th, ณ = n เป็ นตน ้ แต่ญ, ฏ, ฐ, ณ ออกเสียงเป็ นพิเศษ คือใหอ ้ อกเสียงข้ึนนาสิกหรือ เพดาน อกัษรที่ออกเสียงต่างกนัมากมีเพียง ๒ ตวัเท่าน้นัคือ ท ออกเสียงเป็ น ด และ พ ออกเสียงเป็ น บ เช่น พทุ ฺโธ อ่านออกเสียงวา่บุดโธ, สพฺเพ อ่านออกเสียงวา่สับเบ ส่วนอกัษรนอกจากน้ีออกเสียงไม่ต่างกนัมากนกั แมท ้ า นองการสวดมนตภ ์ าษาบาลีของพระสงฆ ์ กม ็ีทา นองการสวด ๒ แบบ เช่นกนั คือท านองสังโยคและท านองมคธ ดังปรากฏในพระนิพนธ์ของสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ( วาสน์ วาสนมหาเถระ ) ในหนังสืออนุสรณ์วันคล้าย วันประสูติ ซึ่งกรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๐ หน้า ๑๒๒ วา่ “ ผู้ เป็ นประธานสงฆใ์ นพิธีมงคลกต ็ าม อวมงคลกต ็ าม จงตรวจดูพระภิกษุผรู้่วมในพิธีถ้าคณะ ธรรมยตุลว ้ นตอ ้ งสวดอยา่งมคธ ถา ้ ผสม (คณะธรรมยตุและมหานิกาย) จงสวดแบบสังโยค ถา ้ เป็ นพิธีทางราชการ แมใ้ นวดัท้งัที่เป็ นธรรมยตุลว ้ น กน ็ ิยมสวดสังโยค ” ท ำนองสังโยค เป็ นการสวดติดต่อกนัไปเรื่อย ๆ มีจงัหวะหยดุตรงคา ที่มีตวัสะกด (แม่กก กด กบ ) ส่วนท ำนองมคธเน้นความชัดเจนของค า และมีจังหวะหยุดเป็ นห้วง ๆ หากได้ฟัง ตวัอยา่งการสวดดว ้ ยกจ ็ ะเขา ้ใจชดัไดเ ้ อง โดยทวั่ ไปแลว ้ คณะสงฆว ์ ดัมหานิกายนิยมสวดแบบ สังโยค ส่วนคณะสงฆธ ์ รรมยตุิกนิกายนิยมสวดแบบมคธ สา หรับการอ่านและการเขียนภาษาบาลีน้นัมีเรื่องที่ควรศึกษาเพิ่มเติมอีก ดงัน้ี ๑. อักษรภาษาบาลี มี ๔๑ ตวัแบ่งเป็ นพยญัชนะ ๓๓ ตัว เป็ น สระ ๘ ตัว สระ อะ ในภาษาบาลีจะไม่ปรากฏรูป ( พยญัชนะที่ผสมดว ้ ย สระ อะ จะไม่มีรูป สระ อะ) แต่เวลาอ่านตอ ้ งอ่านออกเสียง สระ อะ ดว ้ ย เช่น สุคโต อ่านวา่สุคะโต, กมุารกสฺสโป อ่านวา่กมุาระกสัสะโป เป็ นตน ้ ๒. ตัวจุดใต้ตัวอักษร ( กฺ ) อยใู่ตพ ้ ยญัชนะตวัใด ถือวา่พยญัชนะตวัน้นั เป็ นตวัสะกด และเป็ นไมห ้ นัอากาศดว ้ ย เช่น สมฺมาสมฺพุทฺโธ อ่านวา่สมัมาสัมพุทโธ เป็ นตน ้ แต่หากพยญัชนะตวัน้นัมีสระอยดู่ว ้ ย ตวัจุดน้นัจะเป็ นเพียงตวัสะกดเท่าน้นัเช่น ปยตุ ฺโต อ่านวา่ ปยตุโต, เทวานมินฺโท อ่านวา่เทวานมินโท เป็ นต้น ๓. ตวัหยาดน้า คา ้ งอยบู่นอกัษร (ก ) จะมีรูปเท่ากบัอัง ในภาษาไทย ๔ เช่น สรณ = สะระณัง, ภควนฺต = ภะคะวันตัง, มงฺคล = มังคลัง เป็ นต้น ๔. ตัว สระ อิ และมีหยาดน้า คา ้ งอยขู่า ้ งบน ( อิ ํ ) จะมีรูปเท่ากบั ( อิง ) เช่น อิมสฺมิ ํกายสฺมิ ํ = อิมัสมิง กายัสมิง และ ตหิ ํตหิ ํ = ตหิง ตหิง ฯเปฯ ๕. ตัว อุ จะมีรูปเท่ากบัอุง ในภาษาไทย เช่น วสิุ วิสุ = วิสุง วิสุง , อเหสุ กเรยฺยุ = อเหสุง กเรยยุง , อภินนฺทุ และ ธมฺมจกฺขุ = อภินันทุง และ ธัมมจักขุง เป็ นต้น ๖. ตัวนิคคหิต หรือหยาดน้า คา ้ ง (ก ) จะแปลงเป็ น ง หรือซ้อน ง ได้ จะตอ ้ งมีพยญัชนะในวรรคเดียวกนั๔ ตวัคือ ก ข ค ฆ ตามหลงัดว ้ ย เช่น ๖.๑ ก ตามหลัง เช่น ยงฺกิญฺจิ, ทีปงฺกโร, องฺกโุร ฯเปฯ ๖.๒ ข ตามหลงัเช่น อากงฺขติ, เอวงฺโข, สงฺขุภติ ฯเปฯ ๖.๓ ค ตามหลัง เช่น องฺค , มงฺคล , สงฺคห ฯเปฯ ๖.๔ ฆ ตามหลัง เช่น สงฺโฆ อุลฺลงฺฆติ, ลงฺฆนฺติ ฯเปฯ ๗. ภาษาบาลีที่เขียนในรูปภาษาไทย และมีเครื่องหมาย อยขู่า ้ งบน น้นั ใหถ ้ือวา่ตวัน้นัเป็ นตวัสะกด และตอ ้ งอ่านออกเสียงก่ึงหน่ึงดว ้ ย เช่น กตฺวา เขียนในรูป ดงักล่าวเป็ น กตัวา และใหอ ้่านออกเสียงเป็ น กตัตะวา ( ตะใหอ ้ อกเสียงก่ึงหน่ึง ), ตสฺมา เขียนในรูปภาษาไทยเป็ น ตัสมา อ่านออกเสียงเป็ น ตสัสะมา ( สะ ออกเสียงครึ่งเสียง ) หรือ อิมสฺมิ ํ เขียนในรูปภาษาไทยวา่อิมสัมิง อ่านออกเสียงวา่อิมัสมิง ( สะ ออกเสียงก่ึงหน่ึง ) เป็ นตน ้ ------------------------------------------ บทที่ ๒ ควำมหมำยบำลีไวยำกรณ์ ๔ ภำค และ อักขรวิธี ------------------------------------- ๑. ควำมหมำยบำลีไวยำกรณ์ คา วา่ บำลีไวยำกรณ์น้นัมีความหมายหรือคา แปล ๒ นัย คือ ๑. ปกรณ์อันท าให้แจ้งซึ่งพระบาลี ๒. ปกรณ์อันท าให้แจ้ง ซึ่งภาษาอันรักษาไว้ซึ่งพุทธพจน์ คา วา่ “ บำลี” มาจาก ปาล ธาตุเป็ นไปในความรักษา ลง ณีปัจจยัในนามกิตก ์ สิ ปฐมาวิภัตติ วิเคราะห ์(แยก)วา่ ( พุทฺธวจน ) ปาเลตีติ ปาลี( ภาสา ) ซ่ึงแปลวา่ ภาษาใดยอ่มรักษาไวซ ้่ึงพระพุทธพจน ์ เหตุน้นัภาษาน้นัชื่อวา่ ปาลี ปาลีอนัวา่ภาษาอนัรักษาไว้ ( ซึ่งพระพุทธพจน์) คา วา่ “ ไวยำกรณ์ ” หรือ เวยฺยากรณ มาจาก วิ และ อา บทหน้า กร ธาตุ เป็ น ไปในความทา ลง ยุปัจจยัในนามกิตก ์ สิปฐมาวภิตัติแปลง อิเป็ น เอ แลว ้ แปลง เอ เป็ น เอยฺย ( หรือ ย ) แล้วแปลง ยุ เป็ น อณ และแปลง อะ ที่ณ กบัสิเป็ น อ จึง ส าเร็จรูปเป็ น เวยฺยากรณ มีวเิคราะห ์ วา่ วยากโรตีติ เวยฺยากรณ ( หรือ วยากรณ ) แปลวา่ ปกรณ ์ใดกระทา ใหแ ้ จง ้ เหตุน้นั ปกรณ ์ น้นัชื่อวา่เวยฺยากรณ แปลวา่ ปกรณ ์ อนักระทา ใหแ ้ จง ้ คา วา่ “ บำลีไวยำกรณ์” ( ปาลี+เวยฺยากรณ ) ซ่ึงมีวเิคราะห ์ วา่ ปาลิ ํ วยากโรตีติ ปาลีเวยฺยากรณ แปลวา่ ปกรณ ์ใดยอ่มทา ใหแ ้ จง ้ ซ่ึงพระบาลีเหตุน้นั ปกรณ ์ น้นัชื่อวา่ ปาลีเวยฺยากรณ ปาลีเวยฺยากรณ ปกรณ์อันท าให้แจ้งซึ่งพระบาลี ( ป ภาษาบาลี เป็ น บ ใน ภาษาไทย ) หรือ ปกรณ์อันท าให้แจ้งซึ่งภาษาอันรักษาไว้ซึ่ง ( พระพุทธพจน์ ) ๒. บำลีไวยำกรณ์ ๔ ภำคส่วน บำลีไวยำกรณ์ น้นัแบ่งออกเป็ น ๔ ภาคส่วน ดงัน้ี ๑. ภำคอักขรวิธี ไดแ ้ ก่วธิีเกี่ยวกบัตวัอกัษร หรือตัวหนังสือ มี ๒ วิธี คือ ๑.๑ สมัญญาภิธาน วิธีแสดงถึงชื่ออักษร ที่เป็ นสระ พยัญชนะ ฐาน กรณ์ ๑.๒ สนธิ วธิีการต่อตวัอกัษรที่มีอยใู่นคา อื่น ใหเ ้ นื่องติดต่อเป็ นอนั เดียวกนั ๒. ภำควจีวิภำค ไดแ ้ ก่ส่วนหรือการแบ่งคา พูดในภาษาบาลีซ่ึงแบ่งออกเป็ น ๖ ส่วน ดงัน้ี ๖ ๒.๑ นามศัพท์ ไดแ ้ ก่เสียงหรือสา เนียง ที่บอกใหร ู้้ ถึงชื่อของนามนาม ๒.๒ อพัยยศพัท ์ ไดแ ้ ก่ศพัทท ์ ี่แจกดว ้ ยวภิตัติเหมือนนามศพัท ์ไม่ได ้ ๒.๓ อาขยาต ไดแ ้ ก่ศพัทท ์ ี่กล่าวถึงกิริยาต่าง ๆ มีเดิน ยนืเป็ นตน ้ ๒.๔ กิตก ์ ไดแ ้ ก่ศพัทท ์ ี่เรี่ยราย ประกอบดว ้ ยปัจจยักิตกห ์ มู่หน่ึง ๒.๕ สมาส ไดแ ้ ก่ศพัทท ์ ี่ยอ่พร ้ อมนามศพัท ์ ๒ บทข้ึนไปเป็ นบทเดียวกนั ๒.๖ ตทัธิต ไดแ ้ ก่ปัจจยัหมู่หน่ึงที่ใชแ ้ ทนศพัท ์ เป็ นประโยชนต ์ ่อการยอ่ ๓. ภำควำกยสัมพันธ์ หมายถึงการแสดงความเกี่ยวเนื่องกนั ในพากย ์(คา พูด) วา่เกี่ยวเนื่องกนัอยา่งไรบา ้ ง เป็ นการประพนัธ ์ หรือผกูคา พูดที่แบ่งไวใ้ นวจีวภิาค ใหเ ้ ขา ้ เป็ น ประโยคเดียวกนั ๔. ภำคฉันทลักษณะ ไดแ ้ ก่การแสดงวธิีแต่งฉนัท ์ คือคาถาที่เป็ นวรรณพฤทธ์ิและ มาตราพฤทธ์ิ( พฤทธ์ิคือเสียงยาวที่สุดของสระ, มาตราคือระยะเวลาการออกเสียงสระ ส้ันหรือยาว ส่วน วรรณ คือหนังสือ ) บำลีไวยำกรณ์น้นัแบ่งออกเป็ นหมวดได ้๙ หมวด ดงัน้ี ๑. อักขรวิธี วธิีเกี่ยวกบัอกัษร คือ ตวัหนงัสือ ๒. สนธิ การต่อตวัอกัษร ๓. นาม หมายถึงชื่อ ๔. สมาส หมายถึงการยอ่พร ้ อมนามศพัท ์ ๕. ตัทธิต หมายถึงปัจจยัหมู่หน่ึง ที่ใชแ ้ ทนศพัท ์ ๖. อาขยาต หมายถึงศัพท์ที่กล่าวถึงกิริยา คือการกระทา ต่าง ๆ ๗. กิตก ์ หมายถึงศพัทเ ์ รี่ยราย ที่ประกอบดว ้ ยปัจจยัหมู่หน่ึง ๘. อุณาทิ หมายถึงปัจจยันอกแบบ มีอุณา ปัจจยัเป็นตน้ ใชป้ ัจจยัเหมือนนามกิตก์ ๙. การก หมายถึงผู้ท า แสดงลกัษณะของคา พูด วา่ดว ้ ยหนา ้ ที่ของคา ใน ประโยควา่ทา หนา ้ ที่อะไรบา ้ ง ( หากนบัท้งัฉนัทลกัษณ ์ ดว ้ ย กเ ็ป็ น ๑๐ หมวดดว ้ ยกนั ) ๗ ส ำหรับบำลีไวยำกรณ์ ๔ ภำค น้นั ในหนงัสือเล่มน้ีจะอธิบายรายละเอียดเฉพาะ ข้อ ๑ และ ๒ คือ ภาคอกัขรวธิีแลวจีวภิาค เท่าน้นัซ่ึงมีรายละเอียด ดงัน้ี ๑. ภำคอักขรวิธี อักขรวิธี ไดแ ้ ก่วธิีเกี่ยวกบัตวัอกัษร หรือวธิีวา่ดว ้ ยเรื่องตวัหนงัสือนนั่เอง แบ่งเป็ น ๒ วธิีดว ้ ยกนัคือ ๑. สมัญญำภิธำน แสดงชื่อของอักษรที่เป็ น สระ พยัญชนะ ฐาน และ กรณ์ ๒. สนธิ แสดงถึงการต่อตวัอกัษรที่อยใู่นคา อื่นใหเ ้ นื่องเป็ นอนัเดียวกนั ก. สมัญญำภิธำน เน้ือความของถอ ้ ยคา ท้งปวง ั ตอ ้ งหมายรู้ กนัดว ้ ยอกัขระ หากอกัขระวบิตัิเสียแลว ้ ก ็ เขา ้ใจเน้ือความไดย ้ าก ดงัน้นัความเป็ นผฉู้ ลาดในเรื่องอกัขระ จึงมีประโยชน ์ และมีอุปการะมาก ในสังคมมนุษย ์ คา วา่อกัขระ น้นัหมายถึงเสียงและตวัหนงัสือ แปลได ้๒ นัย คือ ๑. อักขระ แปลวา่ ไม่รู้ จกัสิ้น ๒. อักขระ แปลวา่ ไม่เป็ นของแขง ็ ภำษำบำลีน้นัอกัขระ มี๔๑ ตวั ( นอ ้ ยกวา่ภาษาไทย) แบ่งเป็ น สระ ๘ ตัว และ เป็ นพยัญชนะ ๓๓ ตวัดงัน้ี ๑. สระ แปลวา่เสียง หรือ สา เนียง มี๘ ตัว คือ อ อา อิ อี อุ อู เอ โอ ๒. พยญัชนะ แปลวา่ทา เน้ือความใหป้ รากฏ มี๓๓ ตวัแบ่งออกเป็ น ๒ พวก ตามฐาน,กรณ ์ ที่เกิด คือ พยญัชนะวรรค ๒๕ ตวั ไดแ ้ ก่ก ข ค ฆ ง, จ ฉ ช ฌ ญ, ฏ ฐ ฑ ฒ ณ, ต ถ ท ธ น, ป ผ พ ภ ม และพยัญชนะอวรรคอีก ๘ ตวั ไดแ ้ ก่ย ร ล ว ส ห ฬ และ อ เสียงของอักขระ ๑. สระ ๘ ตัว น้นัชื่อวา่นิสสัย ออกเสียงไดด ้ ว ้ ยตนเอง และทา พยญัชนะใหอ ้ อกเสียงได ้ ด้วย ที่ชื่อวา่นิสสัย เพราะเป็ นที่อาศยัของพยญัชนะ พยญัชนะท้งัปวงตอ ้ งอาศยัสระจึงออกเสียง ได ้ สระ น้นัวา่ถึงเสียงยาว – ส้ัน และ หนกั – เบา แล้ว มี ๔ เสียง คือ ๑.๑ รัสสสระ หมายถึงสระมีมาตราเบา และมีเสียงส้ัน มี๓ ตวัคือ อ อิอุเช่น ปติ (เจ้าผัว ) , มุนิ ( มุนี ผู้รู้ ) และ ครุ ( ครู ) เป็ นต้น ๘ ๑.๒ ทีฆสระ หมายถึงสระที่มีเสียงยาว มี ๕ ตัว คือ อา อี อู เอ และ โอ เช่น ภาคีผมู้ีส่วน, วธูหญิงสาว, เสโข ผทู้ี่ยงัศึกษา เป็ นตน ้ ๑.๓ ครุ หมายถึง สระที่มีเสียงหนัก และเป็ น ทีฆะ ล้วน หรือ สระ ที่เป็ น รัสสะ แต่มีตวัพยญัชนะสังโยคหรือนิคคหิต อยเู่บ้ืองหลงัเช่น ภูปาโล ผรู้ักษาแผน่ดิน, เอสีผู้ แสวงหาคุณ, และ มนุสฺสินฺโท (มีพยัญชนะสังโยค) , โกเสยฺย (มีนิคคหิต) เป็ นต้น ๑.๔ ลหุ หมายถึง สระเสียงเบา เป็ น รัสสะลว ้ น และไม่มีพยญัชนะ สังโยค หรือ นิคคหิต อยเู่บ้ืองหลงัเช่น ปติ มุนิ จช ภช กร และ สร เป็ นต้น ส าหรับ สระ เอ และ สระ โอ หากมีพยัญชนะสังโยค คือ ตัวสะกด จัดเป็ น รัสสะ เช่น เสยฺโย โสตฺถิ เป็ นต้น สระ เอ และ โอ ๒ ตวัน้ีจดัป็ นสังยตุตสระ คือ สระผสม เพราะแต่ละตวัประกอบข้ึนจากสระ ๒ ตัว คือ อ กบัอิผสมกนัเป็ น เอ และ สระ อ กบั อุผสมกนัเป็ น โอ สระ ๖ ตวัน้นัจดัเป็ นคู่ได ้ ๓ คู่ดงัน้ี ๑. อ กบัอา จัดเป็ น อ วณฺ โณ ( อ วรรณะ ) ๒. อิกบัอี จัดเป็ น อิ วณฺ โณ ( อิ วรรณะ ) ๓. อุกบัอูจัดเป็ น อุ วณฺ โณ ( อุ วรรณะ ) ๒. พยัญชนะ ๓๓ ตัว น้นัชื่อวา่เป็ น นิสสิต เพราะตอ ้ งอาศยัสระ จึงออกเสียงได ้ (ออกเสียงดว ้ ยตนเองไม่ได ้) พยญัชนะท้งั๓๓ ตวัน้นัจดัเป็ น ๒ พวก คือ พยัญชนะวรรค และพยญัชนะอวรรค ดงัน้ี ๒.๑ พยัญชนะวรรค มี ๒๕ ตัว จัดเป็ น ๕ วรรค ตามฐานกรณ ์ ที่เกิด ดงัน้ี ๒.๑.๑ ก วรรค ไดแ ้ ก่ก ข ค ฆ ง ๒.๑.๒ จ วรรค ไดแ ้ ก่จ ฉ ช ฌ ญ ๒.๑.๓ ฏ วรรค ไดแ ้ ก่ฏ ฐ ฑ ฒ ณ ๒.๑.๔ ต วรรค ไดแ ้ ก่ต ถ ท ธ น ๒.๑.๕ ป วรรค ไดแ ้ ก่ ป ผ พ ภ ม ๒.๒ พยัญชนะอวรรค มี ๘ ตัว ไดแ ้ ก่ย ร ล ว ส ห ฬ อ ที่ชื่อวา่ อวรรค เพราะไม่เป็ นพวกเป็ นหมู่กนัตามฐานกรณ ์ ที่เกิด พยัญชนะอวรรค ๑ ตัว คือ อ น้นั ตามสาสนโวหารเรียกวา่นิคคหิต แปลวา่กดสระ คืออวยัวะที่ทา เสียงเวลาวา่หรือพูด ไม่