uten1975,+บรรรณาธิการวารสาร,+2.การใช้...พจน์...ใี+เรื่อง+“อิเหนา”+บทพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่+2 - PDF to Document
Published on Sep 22, 2026
Description:
14 วารสารปัญญา ปีที่26 ฉบับที่ 1 (มกราคม – มิถุนายน 2562)
การใช้โวหารภาพพจน์ในวรรณคดี เรื่อง “อิเหนา” บทพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 2
THE FIGURES OF SPEECH IN “INAO” LITERATURE BY THE ROYAL SCRIPT, KING
RAMA II
อัญชนา พิลาดี*
UnchanaPiladee
E-mail: [email protected]
อนุศรา แก้ววิจิตร*
AnussaraKeawvijit
พัทธนันท์ พาป้อ
PhattanantPapor
ปพิชญา พรหมกันธา**
PapichayaPromkuntha
ปุ่น ชมภูพระ**
Pun Chompuphra
บทคัดย่อ
บทความการวิจัยเรื่อง “การศึกษาวิเคราะห์การใช้โวหารภาพพจน์ในวรรณกรรมเอกเรื่อง อิเหนา”
บทพระราชนิพนธ์ ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิเคราะห์การใช้โวหาร
ภาพพจน์ในวรรณกรรมเอกเรื่อง “อิเหนา” ผู้วิจัยได้ศึกษารวบรวมข้อมูลจากเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับ
โวหารภาพพจน์ ผลการวิจัยพบว่า
การศึกษาพบว่าการใช้โวหารภาพพจน์ วรรณคดีเรื่อง “อิเหนา” บทพระราชนิพนธ์ ในพระบาทสมเด็จ
พระพุทธเลิศหล้านภาลัยนั้นปรากฏโวหารภาพพจน์4 ประเภท โดยโวหารภาพพจน์ที่พบมากที่สุดคือ อุปมา
รองลงมาเป็น สัทพจน์อติพจน์ และอุปลักษณ์ ตามล าดับ
คุณค่าด้านกลวิธีการแต่ง ด้านจินตภาพ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงใช้ค าบรรยายได้
ชัดเจนสามารถท าให้ผู้อ่านสามารถคิดภาพตามและได้รับอรรถรสในการอ่านมากขึ้นการเล่นค า โดยการซ้ าค า มี
การใช้ภาษาสละสลวยงดงาม การเล่นค าพ้องเสียง เล่นสัมผัสการใช้โวหารภาพพจน์เปรียบเทียบสิ่งหนึ่งเหมือน
สิ่งหนึ่ง ท าให้เห็นภาพได้ชัดเจนยิ่งขึ้น การเปรียบเทียบการเกินจริง เพื่อเน้นความรู้สึกให้ผู้อ่านเห็นภาพและเกิด
ความลึกซึ้งในเนื้อหาที่อ่าน นอกจากนี้ยังดัดแปลงสอดแทรกธรรมเนียมและรสนิยมของคนไทยได้โดยไม่ขัดกับ
เรื่องเดิม แสดงให้เห็นถึงสภาพการศึกสงครามเมื่อครั้งอดีต วรรณกรรมอิเหนาจึงเป็นวรรณคดีที่มีความ โดดเด่น
และควรค่าแก่การอ่านเป็นอย่างยิ่ง
ค าส าคัญ: โวหารภาพพจน์, วรรณคดี, อิเหนา, พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
ABSTRACT
The figures of speech in “Inao” literature, the royal script inKing Rama II.The objective
is to study and analyze the used of figures of speech in the masterpieces of "Inao", the researcher
has collected data from research papers related to the figures of speech. The used figures of
speech in “Inao” literature, the researcher has collected data from research papers related to
the rhetorical image. The research found that:
*นักศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาวิชาภาษาไทย คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ
อาจารย์ที่ปรึกษาหลัก สาขาวิชาภาษาไทย คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิวารสารปัญญา ปีที่26 ฉบับที่ 1 (มกราคม – มิถุนายน 2562) 15
Analytical study of the use of figures of speech in in “Inao” literature, royal script the
royal script in King Rama II, found all 4 types of figures, by stylistic of Simile is the most common.
Followed by onomatoboeia, hyperbole and metaphor respectively.
That made the readers can imagine and get more inner. Using wards by repeting. Using
many beautiful language, homophon, touch words, comparision one thing like another thing that
can show clearly imagine, The comparison that is overaction emphasize to the reader can
imagination and profound in readable content. In addition, It also insert the tradition and new
lifestyle of Thai which no conclict the ancient lifestyle that showed state of war when the former.
The Thai literature “Inao” so it’s the outstanding literature should be worth reading.
Keywords: Figures of Speech, Masterpice Literature, Inao, King Rama II
บทน า
ว ร รณก ร รมเป็ นผลง านศิ ลป ะที่
แสดงออกด้วยการใช้ภาษา เพื่อการสื่อสาร
เรื่องราวให้เข้าใจระหว่างมนุษย์ ภาษาเป็นสิ่งที่
มนุษย์คิดค้น และสร้างสรรค์ขึ้นเพื่อใช้สื่อ
ความหมาย เรื่องราวต่าง ๆ ภาษาที่มนุษย์ใช้
ในการสื่อสารได้แก่ 1) ภาษาพูด โดยการใช้
เสียง 2) ภาษาเขียน โดยการใช้ตัวอักษร
ตัวเลข สัญลักษณ์ และภาพ และ 3) ภาษา
ท่าทาง โดยการใช้กิริยาท่าทาง หรือประกอบ
วัสดุอย่างอื่น ความงามหรือศิลปะในการใช้
ภาษาขึ้นอยู่กับ การใช้ภาษาให้ถูกต้อง ชัดเจน
และ เหมาะสมกับเวลา โอกาส และบุคคล
นอกจากนี้ ภาษาแต่ละภาษายังสามารถปรุง
แต่ง ให้เกิดความเหมาะสม ไพเราะ หรือ
สวยงามได้ นอกจากนี้ ยังมีการบัญญัติค าราชา
ศัพท์ ค าสุภาพ ขึ้นมาใช้ได้อย่างเหมาะสม
แสดงให้เห็นวัฒนธรรมที่เป็นเลิศทางการใช้
ภาษาที่ควรด ารงและยึดถือต่อไป ผู้สร้างสรรค์
งานวรรณกรรม เรียกว่า นักเขียนนักประพันธ์
หรือ กวี (ส านักศิลปากรที่ 15 ภูเก็ต, 2560)
วรรณคดีหรือวรรณกรรมเป็นศิลปะอัน
วิจิตร ค าว่าวิจิตรในที่นี้มิใช่ด้วยประกอบขึ้น
จากเส้นสายสีสันหรือรูปร่างที่ปรากฏแก่
สายตาแต่เป็นความวิจิตรที่เกิดขึ้นภายในจิตใจ
จากการที่ผู้อ่านเกิดความตื่นตาและตื่นใจจาก
สัมผัสรับรู้รสเสียงแห่งถ้อยค าและรสสัมผัสอัน
เร้ าใจของถ้อยความที่น าไปสู่คว ามคิ ด
จินตนาการด้วยคุณูปการด้าน ต่าง ๆ ของ
วรรณคดีและวรรณกรรม จึงมีการคัดเลือก
วรรณคดีที่โดดเด่นและเป็นยอดในด้าน ต่าง ๆ
โดยมุ่งหวังว่าเมื่อได้บรรจุวรรณคดีหรือ
วรรณกรรม เข้าไว้ในหลักสูตรการศึกษาอย่าง
น้อยก็ปรากฏเป็นรูปธรรมให้เด็กรุ่นใหม่ได้อ่าน
ได้ผ่านกระบวนการรับรู้อรรถรสต่าง ๆ จาก
การอ่านแล้วสามารถไปต่อยอดการอ่านเรื่องที่
ยาวขึ้นได้ทั้งโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัว ผู้อ่านก็จะเกิด
การคิดอย่างสร้างสรรค์สนุกสนาน เหมาะกับ
ยุคประเทศไทย 4.0 แต่เดิมวรรณคดีอาจถูก
มองว่าเป็นเรื่องไม่ทันสมัยเพราะมีสื่อใหม่ ๆ
เกิดขึ้นมากมาย แต่วรรณคดีไทยนั้นไม่เพียงมี
คุณค่าแค่ด้านวรรณศิลป์แต่ยังสะท้อนวิถีชีวิต
ความเป็นอยู่ของคนบอกเล่าเรื่องราวในสังคม
เรียนรู้ประวัติศาสตร์รวมถึงได้ค าสอนจากกุศ
โลบายที่บรรพบุรุษมักสอดแทรกทั้งคติสอนใจ
และปรัชญาชีวิตไว้ให้รุ่นหลังได้คิด แม้เวลาจะ16 วารสารปัญญา ปีที่26 ฉบับที่ 1 (มกราคม – มิถุนายน 2562)
เดินผ่านไปกี่ยุคสมัยวรรณคดีก็ยังทรงคุณค่า
อยู่เสมอ (กิตติยา รัศมีแจ่ม, 2561, น.13)
วรรณกรรมที่น่าสนใจและได้รับการยก
ย่องจากวรรณคดีสโมสรนั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อ
ส่งเสริมการแต่งหนังสือให้ถูกต้องตามหลัก
ภาษาไทย โดยการคัดเลือกหนังสือที่เป็น
ตัวอย่างชั้นเลิศในการประพันธ์ประเภทต่าง ๆ
ต้องเป็นหนังสือดีและแต่งดี มีลีลาการใช้ภาษา
ที่งดงาม กลวิธีในการใช้โวหารภาพพจน์ ใน
การพลิกแพลงภาษาพูดหรือเขียน และการ
สร้างภาพพจน์นั้นเป็นศิลปะทางภาษาขั้นสูง
ของก า รแต่งค าป ร ะพัน ธ์ มี กล วิ ธี ก า ร
เปรียบเทียบที่คมคาย ท าให้ผู้อ่านเกิดภาพใน
ใจ ประทับใจ รู้สึกสะเทือนใจและเป็นการ
เปรียบเทียบให้เห็นภาพอย่างชัดเจน ซึ่งโวหาร
ภาพพจน์มีลักษณะที่แตกต่างกันออกไปและ
จ าแนกได้เป็นประเภท คือ อุปมา อุปลักษณ์
ปฏิพากย์ อติพจน์ บุคลาธิษฐาน สัญลักษณ์
นามนัย สัทพจน์
พระบาทสมเด็จพุทธเลิศหล้านภาลัย
รัชกาลที่ 2 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ทรงพระราช
นิพนธ์อิเหนาเป็นบทละครร า ซึ่งได้รับการยก
ย่ อง จ า ก ว ร ร ณ ค ดี ส โ ม ส ร ใ น รั ช ก า ล
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อ
พ.ศ. 2459 ว่าเป็นยอดแห่งบทละครร าเพราะ
เป็นหนังสือที่แต่งดี มีลีลาภาษาที่สละสลวย
งดงาม ทั้งยังให้ความรู้ด้านประเพณีไทย
โบราณ ซึ่งเรื่อง อิเหนา เป็นนิทานที่เล่ากัน
มากในประเทศชวา (อินโดนีเซีย) บางทีเรียก
นิทานปันหยี เป็นนิทานอิงประวัติศาสตร์ มี
เค้าโครงเรื่องจากพงศาวดารชวา มีมากมาย
หลายส านวน นิทานอิเหนาสันนิษฐานว่าเข้ามา
ในประเทศไทยสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย
โดยหญิงเชลยปัตตานีผู้เป็นข้าหลวงรับใช้เจ้า
ฟ้ากุณฑลและเจ้าฟ้ามงกุฎพระราชธิดาของ
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศเล่าถวาย จากนั้น
พระราชธิดาทั้งสองทรงแต่เป็นบทละคร
เรียกว่าอิเหนาเล็ก (อิเหนา) และอิเหนาใหญ่
(ดาหลัง) ดังมีบันทึกไว้ในพระราชนิพนธ์อิเหนา
ของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศล้านภาลัย
บทละครเรื่องอิเหนา บทพระราชนิพนธ์ในพระ
ราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศล้า
นภาลัย (2555, น.1)
ดังนั้ นผู้ วิ จั ยจึงสนใจที่ จ ะศึ กษ า
วิเคราะห์การใช้โวหารภาพพจน์ที่ปรากฏใน
วรรณคดี เรื่องอิเหนา บทพระราชนิพนธ์ใน
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย มี
ความงดงามในการใช้ถ้อยค า การเลือกสรรค า
การตกแต่งค าให้ไพเราะโดยวิธีการใช้ภาพพจน์
ปรากฏในเนื้อเรื่อง ท าให้ผู้อ่านเกิดภาพในใจ
เกิดความประทับใจ เกิดความรู้สึกสะเทือนใจ
เป็นการเปรียบเทียบให้เห็นภาพอย่างชัดเจน
อีกทั้งเพื่อเป็นแนวทางในการศึกษาวรรณคดี
ของนักศึกษาสาขาวิชาภาษาไทย คณะครุ
ศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ และเพื่อน า
ความรู้ที่ได้จากการศึกษาไปประยุกต์ใช้ในการ
ปฏิบัติการสอนในสถานศึกษาตามหลักสูตร
ครุศาสตรบัณฑิต
วัตถุประสงค์ของการวิจัย
เพื่อศึกษาวิเคราะห์การใช้โวหาร
ภาพพจน์ในวรรณกรรมเอกเรื่อง “อิเหนา”
สมมุติฐานของการวิจัย
การศึกษาวิเคราะห์การใช้โวหาร
ภาพพจน์ในวรรณกรรมเอกเรื่อง “อิเหนา” จะ
ท าให้สามารถมีความรู้ความเข้าใจด้านการใช้
โวหารพจน์ในวรรณกรรมมากยิ่งขึ้น และ
สามารถน าไปใช้ประกอบการเรียนการสอนได้วารสารปัญญา ปีที่26 ฉบับที่ 1 (มกราคม – มิถุนายน 2562) 17
กรอบแนวคิดในการวิจัย
ตารางที่ 1 กรอบแนวคิดในการวิจัย
ขอบเขตของการวิจัย
ขอบเขตด้านเนื้อหา การศึกษาครั้งนี้
ผู้วิจัยได้วิเคราะห์การใช้โวหารภาพพจน์ใน
วรรณกรรมเอกเรื่อง “อิเหนา”บทพระราช
นิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้า
นภาลัย โดยใช้วิจัยเชิงคุณภาพซึ่งศึกษาจาก
เอกสารและน าเสนอผลการวิจัยในรูปแบบ
พรรณนาวิเคราะห์
ขอบเขตด้านเวลา ภาคเรียนที่ 2 ปี
การศึกษา 2560
วิธีการด าเนินการวิจัย
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ
ผู้วิจัยสนใจที่จะศึกษาวิเคราะห์การใช้โวหาร
ภาพพจน์ในวรรณกรรมเอกเรื่อง อิเหนา เพื่อ
น าผลการศึกษาวิจัยนี้มาพัฒนาปรับใช้ในการ
แต่งบทประพันธ์ต่าง ๆ และปรับใช้ในชีวิ
ประจ าวัน หวังว่าผลการวิจัยในครั้งนี้จะเป็น
ประโยชน์ต่อผู้ที่มาศึกษา โดยมีขั้นตอนการ
ด าเนินการเรียงตามล าดับ ดังนี้
ขั้นตอนในการวิจัย
การศึกษางานวิจัยในครั้งนี้มีขั้นตอนใน
การด าเนินการ ดังนี้
1. ส ารวจและก าหนดก าหนดหัวข้อ
งานวิจัย
2. ก าหนดวัตถุประสงค์
3. ศึกษาเอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับ
โวหารภาพพจน์
4. ก าหนดกรอบแนวคิด
5. ก าหนดขอบเขตการวิจัย
6. เก็บรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์
ข้อมูล
7. สรุปและน าเสนอผลการวิจัย
การเก็บรวบรวมข้อมูล
ผู้วิจัยได้ด าเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล
การใช้โวหารภาพพจน์ในวรรณคดี เรื่องอิเหนา
ไว้ดังนี้
โวหารภาพพจน์
อุปมา (Simile)
(การเปรียบเหมือน)
สัทพจน์ (Onomatoboeia)
(การเลียนเสียงธรรมชาติ)
อุปลักษณ์(Metaphor)
(การเปรียบเป็น)
อติพจน์ (Hyperbole)
(การกล่าวเกินจริง)
การใช้โวหารภาพพจน์ในวรรณกรรมเอก เรื่อง อิเหนา บทพระราชนิพนธ์
ในรัชกาลที่ 2
วรรณกรรมเอก เรื่อง อิเหนา18 วารสารปัญญา ปีที่26 ฉบับที่ 1 (มกราคม – มิถุนายน 2562)
1. ศึกษาภาพพจน์ที่ปรากฏในบทพระ
ราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้า
นภาลัย เรื่อง อิเหนา
2. วิเคราะห์โวหารภาพพจน์ที่ปรากฏ
ในพระราชนิพนธ์ใน พระบาทสมเด็จพระพุทธ
เลิศหล้านภาลัย โดยในการวิเคราะห์ครั้งนี้ได้
ยึดวิธีการจ าแนกโวหาร ภาพพจน์ตามแนวของ
สุจิตรา จงสถิตวัฒนา (2549) ดังนี้
2.1 อุ ป ม า (Simile) ภ า พ พ จ น์
เปรียบเทียบสิ่งที่เหมือนกันโดยมีค าเชื่อมโยง
เช่น ค าว่า เหมือน ดุจ ดัง ดั่ง ปาน ราว
ประหนึ่ง เพียง เทียม อย่าง
2.2 อุ ป ลั ก ษ ณ์ (Metaphor) คื อ
ภาพพจน์เปรียบเทียบที่น าลักษณะเด่นของสิ่ง
ที่ต้องการเปรียบเทียบมากล่าวทันทีโดยไม่มี
ค าเชื่อมโยง หรือบางครั้งอาจมีค าว่า เป็น คือ
2.3 อ ติ พ จ น์ ( Hyperbole) คื อ
ภาพพจน์เปรียบเทียบเกินความจริง
2.4 สัทพจน์ (Onomatoboeia) คือ
ภาพพจน์เปรียบเทียบโดยใช้ค าเลียนเสียง
3. จัดท าข้อมูลโดยแยกประเภทตาม
กลุ่มโวหารภาพพจน์ที่ปรากฏในวรรณคดี เรื่อง
อิเหนา
การวิเคราะห์ข้อมูล
ผู้วิจัยได้ด าเนินการวิเคราะห์ข้อมูล
เป็นวิจัยเชิงคุณภาพ วิเคราะห์การใช้โวหาร
ภาพพจน์แบบพรรณนาความโดยศึกษา
วิเคราะห์โวหารภาพพจน์ และเนื้อหาวรรณคดี
เรื่อง อิเหนา ได้แก่ อุปมา อุปลักษณ์ อติพจน์
และสัทพจน์
ผลการวิจัย
จากการศึกษาวิเคราะห์การใช้โวหาร
ภาพพจน์ในวรรณคดีเรื่อง “อิเหนา” พบว่า
โวหารภาพพจน์ที่ปรากฏในวรรณกรรมเอก
เ รื่ อง “อิเหนา”บทพระร าชนิพนธ์ ใน
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
ได้ แก่ 1) อุ ปม า (Simile) 2) อุ ป ลั กษณ์
(Metaphor) 3) อติพจน์ (Hyperbole) และ 4)
สัทพจน์ (Onomatopoeia)
1. อุปมา (Simile)
อุปมา (Simile) คือ ภาพพจน์เปรียบเทียบสิ่งที่เหมือนกัน โดยมีค าเชื่อมโยง เช่น ค าว่า
เหมือน ดุจ ดัง ดั่ง ปาน ราว ประหนึ่ง เพียง เทียม อย่าง ฯลฯ การวิเคราะห์โวหารภาพพจน์ใน
วรรณคดีเรื่อง “อิเหนา” พบว่ามีการใช้ค าเชื่อมที่เป็นค าอุปมา (Simile) และผู้วิจัยได้รวบรวมดัง
ตัวอย่างไว้ต่อไปนี้
มีพระมเหสีห้าองค์ ดั่งอนงค์นางฟ้ากระยาหงัน
เลือกล้วนสุริย์วงศ์พงศ์พันธุ์ กษัตริย์ครองเขตขัณฑ์สวรรยา
ตั้งแต่ตามต าแหน่งครบที่ คือประไหมสุหรีเสน่หา
มะเดหวีที่สองรองมา แล้วมะโตโสภานารี
(อิเหนา, น.1)วารสารปัญญา ปีที่26 ฉบับที่ 1 (มกราคม – มิถุนายน 2562) 19
จากค าประพันธ์ข้างต้น ได้เปรียบเทียบถึงความงามพระมเหสีของกษัตริย์ทั้งห้าองค์ว่า
งามเหมือนกับนางฟ้าบนสวรรค์(ต าแหน่งพระมเหสีทั้งห้าองค์มีดังนี้ประไหมสุหรี มะเดหวี มะโต
ลิกูและเหมาหลาหงี)
เดินเอยเดินทาง สองข้างพ่างพื้นรื่นร่ม
พี่เลี้ยงเคียงคอยบังคม พระชี้ชมรุกขชาติดาษเดียร
บ้างผลิดอกออกผลพวงดก ดั่งไม้ฉากกระจกจีนเขียน
ป่าระหงดงยางนางตะเคียน ใต้ต้นแลเตียนสะอาดตา
มะลิวัลย์พันพุ่มคัดเค้า ฤดูดอกออกขาวทั้งราวป่า
บ้างเลื้อยเลี้ยวเกี้ยวกิ่งเหมือนชิงช้า ลมพาพัดแกว่งดั่งแกล้งไกว
ร่มรังบังแสงทินกร ที่หาบคอนเลื่อยล้าเข้าอาศัย
สารวัดรัดเร่งพลไกร คลาไคลไปตามมรคา
(อิเหนา, น.31)
จากค าประพันธ์ข้างต้น เปรียบเทียบถึงความงดงามของต้นไม้ในป่าเหมือนกับฉาก
ภาพวาดที่คนจีนวาดไว้ และเปรียบเทียบลมพัดเหมือนกับเป็นการกลั่นแกล้ง
ดวงเอยดวงยิหวา งามอย่างนางฟ้ากระยาหงัน
นวลละอองผ่องพักตร์ผิวพรรณ ดั่งบุหลันทรงกลดหมดมลทิน
เนตรงามดั่งเนตรมฤคมาศ งามขนงวงวาดดั่งวงศิลป์
อรชรอ้อนแอ้นดั่งกินริน งามสิ้นทุกสิ่งพริ้งพร้อม
(อิเหนา, น.81)
จากค าประพันธ์ข้างต้น เปรียบเทียบถึงผิวพรรณของนางจินตะหราผ่องเหมือนกับ
ดอกไม้ทรงกลด ดวงตาสวยเหมือนกวาง คิ้วงามเหมือนภาพศิลปะที่สวยงาม รูปร่างเอวบางร่าง
น้อยเหมือนกินรี
เดินเอยเดินทาง ตามหว่างพนาเนินสิงขร
พฤกษาสองข้างที่ทางจร บ้างระบัดใบอ่อนออกผกา
ลมหวนอวลกลิ่นดอกปะหนัน คล้ายกันกับกลิ่นจินตะหรา
เห็นเล็บนางแบ่งบานตระการตา เหมือนขาโฉมงามทรามวัย
การะเกดสีเหลืองเรืองเรื่อ เหมือนผิวเนื้อนวลน้องผ่องใส
เห็นชายผ้าสีดาบนค่าไม้ เหมือนละม้ายชายสไบบังอร
ดอกสร้อยฟ้าระย้าย้อย เหมือนสายสร้อยประดับทรวงดวงสมร
ชมพลางถวิลหาอาวรณ์ พระเร่งรัดอัสดรรีบมา
(อิเหนา, น.134)
จากค าประพันธ์ข้างต้น อิเหนาได้เปรียบเทียบสิ่งต่างๆที่พาเห็นกับนางจินตะหราวาตีว่า
กลิ่นดอกประหนันที่หอมหวนเหมือนกับกลิ่นกาย เปรียบเล็บมือนางเหมือนขา เปรียบสีของดอก20 วารสารปัญญา ปีที่26 ฉบับที่ 1 (มกราคม – มิถุนายน 2562)
การะเกดเหมือนสีผิวของนาง เปรียบชายผ้าสีดาเหมือนกับสไบ เปรียบดอกสร้อยเหมือนสร้อย
ประดับกายของนางจินตะหราวาตี
บัดนั้น นายช่างเลขากล้าหาญ
แอบไม้ลอบดูอยู่ช้านาน พิศพักตร์เยาวมาลย์เพียงดวงเดือน
คลี่กระดาษวาดรูปพระบุตรี ประสานสีเหลืองคล้ายละม้ายเหมือน
ผิวพรรณเพริศพริ้มยิ้มเยื้อน ดั่งจะเตือนใจดูอยู่อัตรา
(อิเหนา, น.186)
จากค าประพันธ์ข้างต้น ช่างวาดภาพได้เปรียบความงามของบุษบาเหมือนกับดวงเดือน
และเมื่อวาดรูปได้ลงสีเหลืองให้เหมือนกับสีผิวของนาง
บัดนั้น นายช่างช านาญการเลขา
เห็นเทวีทรงเครื่องเรืองรจนา โสภาผุดผ่องละอององค์
ตั้งตาพินิจพิศดูนาง เยื้องย่างยุรยาตรดังราชหงส์
จึงคลี่กระดาษวาดรูปโฉมยง เหมือนกันทั่วทั้งองค์อินทรีย์
(อิเหนา น.190)
จากค าประพันธ์ข้างต้น ได้เกล่าวถึงช่างเขียนตั้งหน้าตั้งตาดูบุษบา ได้เปรียบการเดินและ
ทั่วทั้งตัวของนางเหมือนกับราชหงส์
เมื่อนั้น วิหยาสะก าศรีใส
ทั้งพี่เลี้ยงแลเหล่าเสนาใน แลไปเห็นกวางที่กลางเตียน
ผิวพรรณโสภาดังทาทอง เยื้องย่องยกย่างอย่างเขียน
สองเขาวาวแววดั่งวิเชียร พิศเพียนงามสรรพสรรพางค์
ฯลฯ
(อิเหนา, น.206)
จากค าประพันธ์ข้างต้น เปรียบเทียบถึงความงามของกวางที่มีผิวพรรณงดงามเหมือนเอา
ทองมาทาไว้ มีขางดงามแวววาวเหมือนกับเพชร
ว่าพลางทางชมคณานก โผนผกจับไม้อึงมี่
เบญจวรรณจับวัลย์ชาลี เหมือนวันพี่ไกลสามสุดามา
นางนวลจับนางนวลนอน เหมือนพี่แนบนวลสมรจินตะหรา
จากพรากจับจากจ านรรจา เหมือนจากนางสะการะวาตี
แขกเต้าจับเต่าร้างร้อง เหมือนร้างห้องมาหยารัศมี
นกแก้วจับแก้วพาที เหมือนแก้วพี่ทั้งสามสั่งความมา
ตระเวนไพรร่อนร้องตระเวนไพร เหมือนเวรใดให้นิราศเสนหา
เค้าโมงจับโมงอยู่เอกา เหมือนพี่นับโมงมาเมื่อไกลนาง
คับแคจับแคสันโดษเดี่ยว เหมือนเปล่าเปลี่ยวคับใจในไพรกว้างวารสารปัญญา ปีที่26 ฉบับที่ 1 (มกราคม – มิถุนายน 2562) 21
ชมวิหคนกไม้ไปตามทาง คะนึงนางพลางรีบโยธี
(อิเหนา, น.261)
จากค าประพันธ์ข้างต้น ได้เปรียบเทียบถึงตอนที่อิเหนาขณะยกทัพไปที่เมืองดาหา
ระหว่างทางได้เห็นนกต่าง ๆ ที่ส่งเสียงร้องดังอื้ออึง และได้เปรียบนกเหมือนกับนางอันเป็นที่รัก
ของตน เมื่อเห็นนกเบญจวรรณจับเคลือเถาวัลย์ เหมือนอิเหนานั้นจากนางทั้งสามมา เห็นนก
นางนวลจับต้นนางนวลเพื่อเกาะนอนก็ให้คิดเหมือนตอนแนบอิงนางจินตะหรา เห็นนกจากจับต้น
จากพรางส่งเสียงร้องเหมือนตนที่ได้จากนางสะการะวาตีมา เห็นนกแขกเต้าจับต้นเต่าร้างส่งเสียง
ร้องเหมือนดังอิเหนาจากห้องนางมาหยารัศมี นกแก้วจับต้นแก้วพูดเจรจาก็เหมือนตอนที่นางจิน
ตะหรา นางสกาวะราตี นางมาหยารัศมี ทั้งสามนั้นสั่งความไว้กับตน เห็นนกตระเวนไพรบินส่ง
เสียงร้องไปทั่วทั้งป่าเหมือนเวรกรรมที่ท าให้ต้องจากนางเป็นที่รักมา เห็นนกเค้าโมงจับต้นโมงอยู่
โดดเดี่ยวเหมือนตนที่เฝ้าคอยนับเวลาว่าจากนางอันเป็นที่รักมานานเท่าใด เห็นนกคับแคจับต้นแค
อยู่โดดเดี่ยวเหมือนตัวอิเหนานั้นที่ก าลังเปล่าเปลี่ยวคับหัวใจอยู่ในป่า ได้ชมนกชมไม้ไปตามทาง
พรางคิดถึงแต่นางที่รักและรีบสั่งให้ทหารรีบเดินทางไป
2. อุปลักษณ์ (Metaphor)
อุปลักษณ์ (Metaphor) คือ ภาพพจน์เปรียบเทียบที่น าลักษณะเด่นของสิ่งที่ต้องการ
เปรียบเทียบมากล่าวทันที โดยไม่มีค าเชื่อมโยง หรือบางครั้งอาจมีค าว่า เป็น คือ การวิเคราะห์
โวหารภาพพจน์ในวรรณคดีเรื่อง “อิเหนา” พบว่ามีการใช้อุปลักษณ์ (Metaphor) ผู้วิจัยได้
รวบรวมดังตัวอย่างไว้ต่อไปนี้
เมื่อนั้น จึงองค์มิสาระปันหยี
เห็นระตูโรมรุกคลุกคลี พระแกล้งหนีทีท าเป็นย่อท้อ
เยื้องไหล่ให้หลังรั้งรอรบ ชักสินธพหลบหลีกเลี้ยวล่อ
เวียนวงเป็นหงส์สองคอ กลับกลอกหลอกล่อกันไปมา
(อิเหนา น.11)
จากค าประพันธ์ข้างต้น เปรียบท่าต่อสู้ขององค์มิสาระปันหยีเวียนเป็นวงหงส์กลับกลอก
หลอกล่อไปมา ใช้ค าว่า เป็น ในการเปรียบ “เวียนวงเป็นหงส์สองคอ”
พระพิโรธโกรธกริ้วคือไฟฟ้า นัยนาดังแสงสุริย์ฉาย
ดู๋ดูคนคดประทุษร้าย เย่อหยิ่งหยาบคายเป็นพ้นนัก
แสนมหาแต่บุตรระตู ยังเกรงกลัวกูไม่หาญหัก
นี่เป็นกระไรมาจึงฮึกฮัก อ้ายอัปลักษณ์ลูกชาวพนาวา
(อิเหนา, น.688)
จากค าประพันธ์ข้างต้น เปรียบความโกรธโมโหของปันหยีที่มีต่อย่าหลันเหมือนกับไฟฟ้า
ใช้ค าว่า คือ ในการเปรียบ “พระพิโรธโกรธกริ้วคือไฟฟ้า”22 วารสารปัญญา ปีที่26 ฉบับที่ 1 (มกราคม – มิถุนายน 2562)
บัดนั้น ฝ่ายหมู่นิกรทวยหาญ
กวัดแกว่งอาวุธโถมทะยาน เข้าไล่รอนราญอลวน
ปืนยาหน้าไม้ก็ยิงยุ่ง หอกดาบผัดพุ่งเป็นห่าฝน
ไล่บุกรุกโรมโจมผจญ เสียงพลเสียงปืนนี่นัน
(อิเหนา, น.794)
จากค าประพันธ์ข้างต้น เปรียบการใช้หอกดาบที่ฆ่าฟันกันที่รวดเร็วรุนแรงเหมือนกับฝน
ที่ตกอย่างหนัก ใช้ค าว่า เป็นในการเปรียบ “หอกดาบผัดพุ่งเป็นห่าฝน”
เมื่อนั้น สองระตูปรีดิ์เปรมเกษมศรี
ต่างค านับรับของด้วยยินดี แล้วจึงมีมธุรสพจมาน
แก่ระเด่นมนตรีมีศักดิ์ ด้วยข้าจักไปนิเวศน์เขตสถาน
ประมอตันนั้นฝากเยาวมาลย์ บุษบานงคราญคือดวงใจ
ท้าวหมันหยาฝากราชธิดา คือระเด่นจินตะหราศรีใส
ถ้าพลั้งครั้งเดียวจงอภัย พระองค์จงได้ปรานี
(อิเหนา, น.960)
จากค าประพันธ์ข้างต้น กล่าวถึงท้าวประมอตันจะลากลับเมืองจึงได้ฝากให้อิเหนาดูแล
นางบุษบาเพราะเห็นนางบุษบาเหมือนลูกของตนอีกคน ใช้ค าว่า คือ ในการเปรียบ “นางบุษบานง
คราญคือดวงใจ”
3. อติพจน์ (Hyperbole)
อติพจน์ (Hyperbole) คือ ภาพพจน์เปรียบเทียบเกินความจริง การวิเคราะห์โวหาร
ภาพพจน์ในวรรณคดีเรื่อง “อิเหนา” พบว่ามีการใช้อติพจน์ (Hyperbole) ผู้วิจัยได้รวบรวมดัง
ตัวอย่างไว้ต่อไปนี้
อันเกิดพายุใหญ่ไม้ล้ม ระตูจะบังคมบทศรี
ซึ่งฝนตกเจ็ดวันเจ็ดราตรี บรรณาการจะมีเนืองมา
เมื่อพระชันษาสิบห้าขวบ พระเคราะห์ร้ายประจวบกันหนักหนา
จะพลัดพรากจากเมืองถึงสามครา แต่ว่าเห็นไม่เป็นไรนัก
(อิเหนา, น.10)
จากค าประพันธ์ข้างต้น กล่าวถึงการท านายฝันและตรวจดวงชะตาของโหรา ว่าความฝัน
นั้นไม่เป็นอันตรายเพราะอนุภาพพระโอรสปรากฏแก่โลกท าให้เกิดซึ่งฟ้าร้องสนั่นเป็นสาย
อินทรธนู ชื่อเสียงจะกึกก้องไปทั่วทุกทิศความสามารถไม่มีใครเทียมสามารถปราบศัตรูได้ทุกเมือง
จะเกิดพายุใหญ่ต้นไม้ล้ม ฝนตกเจ็ดวันเจ็ดคืนเปรียบพระโอรสเหมือนแสงพระอาทิตย์ส่องแสงไป
ทั่วทุกหนแห่งมียศเหนือกษัตริย์ทั้งปวงวารสารปัญญา ปีที่26 ฉบับที่ 1 (มกราคม – มิถุนายน 2562) 23
ช่างผินผันหันหลังไม่แลดู โฉมตรูขัดใจสิ่งไรพี่
เชิญชม้ายชายตามาข้างนี้ จะสะบัดเบือนหนีพี่ยาไย
จะเล่าให้เจ้าฟังแต่หลังมา พี่ทุกข์แทบเลือดตาจะหลั่งไหล
เพราะหวังชมสมสวาททรามวัย สู้เอาชีวาลัยมาแลกรัก
ควรหรือไม่เยื้อนช่างเชือนเฉย ไม่เห็นเลยพี่วิตกเพียงอกหัก
อุ่ยหน่าอย่าข่วนพี่ยานัก เสียดายเล็บน้องรักจะหักไป
ถึงเจ้าจะเอากริชที่พี่เหน็บ แทงเข้าจักเจ็บก็หาไม่
ด้วยความรักร้อนรึงตรึงใจ ดั่งไฟกองกลุ้มสุมกาย ฯ
(อิเหนา, น.149)
จากค าประพันธ์ข้างต้น กล่าวถึงตอนอิเหนากล่าวร าพันถึงความรักที่มีให้กับนางจินตะ
หราว่าทุกข์ใจแทบเลือดไหลออกมาจากตา
เมื่อนั้น จรกาปรีดิ์เปรมเกษมศานต์
พักตราแดงก่ าส าราญ คลายทุกข์ทรมานในฤทัย
ถึงได้เสวยสวรรค์ชั้นฟ้า ไม่เท่าได้บุษบาพิสมัย
มีแต่แย้มยิ้มกระหยิ่มใจ ภูวไนยคืนเข้าห้องสุวรรณ
(อิเหนา, น.199)
จากค าประพันธ์ข้างต้น กล่าวถึงจรกาสุขส าราญคลายทุกข์ในใจ คิดว่าต่อให้ได้
เสวยวรรค์บนชั้นฟ้าก็ไม่สุขใจเท่าได้นางบุษบามาครอง
ได้พึ่งบาทบงสุ์พระทรงเดชดังฉัตรแก้วกั้นเกศเกศี
หรือจะซ้ าจ าจากพระภูมี ครั้งนี้จะบ่ายหน้าไปหาใคร
จะกินแต่น้ าตาต่างอาหาร ทนทุกข์ทรมานหม่นไหม้
ชะรอยเวรากรรมได้ท าไว้ จึงจ าให้ได้ความเวทนา
โอ้แต่นี้นับจะลับเนตร จะแสนเทวษเศร้าสร้อยละห้อย
หา
ร่ าพลางบังอรข้อนอุรา กอดบาทภัสดาเข้าโศกี
(อิเหนา, น.254)
จากค าประพันธ์ข้างต้น กล่าวถึงนางมาหยารัศมีและนางสการะวาตีเมื่อได้ฟังค าจาก
อิเหนาก็รู้สึกเศร้าเสียใจเหมือนจะตาย ทั้งสองร้องไห้คร่ าครวญว่าไม่พ้นความโศกเศร้าช้ าใจ ไหน
จะจากพระผู้เป็นพ่อแม่มาก็ยังต้องมาจากชายอันเป็นที่รักที่เป็นฉัตรแก้วที่อยู่ศีรษะ นางโศกเศร้า
พรางคิดว่าจากนี้จะหันหน้าหาใครจะกินแต่น้ าตาแทนอาหารทุกข์ทรมานยิ่งนักหรือเป็นเพราะเวร
กรรมที่ตนได้ก่อไว้จึงท าให้พบเจอแต่ความเวทนา