วิจัยที่เกี่ยวข้อง - PDF to Document
Published on Sep 11, 2026
Description:
วารสารหน่วยวิจัยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อมเพื่อการเรียนรู้ ปีที่ 11 ฉบับที่ 1 (2563)
1
การกระจายพันธุ์ของพืชต่างถ
ิ่นที่รุกราน ในพื้นที่ป่ าอนุรักษ์บ้านโปง
อําเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่
เยาวนิตย์ ธาราฉาย* อัจฉรี เหมสันต์
พรทิพย์ จันทร์ราช และปริ
ญญา ปฏิพันธกานต์
คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยแม่โจ้ เชียงใหม่ 50290 *
E-mail: [email protected]
รับบทความ: 17 เมษายน 2563 แก้ไขบทความ: 26 พฤษภาคม 2563 ยอมรับตีพิมพ์: 29 พฤษภาคม 2563
บทคัดยอ่
การศึกษาการกระจายพันธุ์ของพืชต่างถิ่นที่รุกรานในพื้นที่ป่าอนุรักษ์บ้านโปง อําเภอสันทราย
จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อประเมินค่าดัชนีความหลากหลายทางชีวภาพ สถานภาพของชนิดพืชต่างถิ่น
รุกรานกับสังคมพืชท้องถิ่น อันจะนําไปสู่การสร้างฐานข้อมูลเพื่อใช้ในการวางแผนจัดการทรัพยากร
พันธุกรรมพืชในพื้นที่ โดยการวางแปลงสุ่มแบบชั่วคราวในพื้นที่สองลักษณะ คือ พื้นที่ใกล้เส้นทาง
สัญจรกับพื้นที่ห่างเส้นทางสัญจรและมีสิ่งรบกวนน้อย ระหว่างเดือนมีนาคม 2560 ถึงเดือนกันยายน
2562 พบว่า มีพืชต่างถิ่นรุกรานจํานวนทั้งสิ้น 10 ชนิด ได้แก่ ขี้เหล็กย่าน (Mikania cordata (Burm.f.)
B.L.Rob.) ปืนนกไส้ (Bidens pilosa L.) ผักกาดช้าง (Crassocephalum crepidioides S.Moore) ไมยราบขาว (Mimosa diplotricha C. Wright ex Sauvalle) สาบเสือ (Chromolaena odorata (L.) R.M.
King & H.Rob.) สาบแร้งสาบกา (Ageratum conyzoides Sieber ex Steud.) หญ้าขจรจบดอกใหญ่
(Pennisetum pedicellatum Trin.) หญ้าคา (Imperata cylindrica (L.) P.Beauv.) หญ้าตดหมา (Paederia
pilifera Hook.f.) และหญ้าขจรจบดอกเล็ก (Pennisetum polystachyon (L.) Schult.) ซี่งมีพืช 5 ชนิด
ที่มีสถานภาพรุกรานรุนแรงทั้งสองพื้นที่ ได้แก่ ผักกาดช้าง (Crassocephalum crepidioides S.Moore)
สาบเสือ (Chromolaena odorata (L.) R.M.King & H.Rob.) สาบแร้งสาบกา (Ageratum conyzoides
Sieber ex Steud.) หญ้าขจรจบดอกใหญ่ (Pennisetum pedicellatum Trin.) และหญ้าตดหมา (Paederia
pilifera Hook.f.)
คําสําคัญ: พืชต่างถิ่น การกระจายพันธุ์ เชียงใหม่J. Res. Unit Sci. Technol. Environ. Learning Vol. 11 No. 1 (2020)
2
Distribution of Invasive Plants in Bann Pong Conservation
Forest Area, Sansai District, Chiang Mai Province
Yaowanit Tarachai*
, Augcharee Hemsant,
Porntip Chanrat and Parinya Patiphanthakan
Faculty of Architecture and Environmental Design, Maejo University, Chiang Mai 50290, Thailand *
E-mail: [email protected]
Received: 17 April 2020 Revised: 26 May2020 Accepted: 29 May2020
Abstract
Studying the distribution of invasive plants in Bann Pong conservation forest area,
Sansai district, Chiang Mai province was performed. Biodiversity index and invasive alien
species into local plant community, lead to the area planning and management of using plant
genetic resource database, were evaluated and compared between two different sampling plot
areas: traffic disturbing area and less disturbing area during March 2018 - September 2019.
The results found that invasive alien plants consist of 10 species, Mikania cordata (Burm.f.)
B.L.Rob., Bidens pilosa L., Crassocephalum crepidioides (Benth) S.Moore, Mimosa diplotricha
C. Wright ex Sauvalle, Chromolaena odorata(L.) R.M.King & H.Rob., Ageratum conyzoides (L.) L.,
Pennisetum pedicellatum Trin., Imperata cylindrica (L.) P.Beauv., Paederia pilifera Hook.f. and
Pennisetum polystachyon L.) Schult. The results also showed that Crassocephalum crepidioides
(Benth) S.Moore, Chromolaena odorata (L.) R.M.King & H.Rob., Ageratum conyzoides (L.) L.,
Pennisetum pedicellatum Trin. and Paederia pilifera Hook.f. were severely invaded in both
sampling plot areas.
Keywords: Invasive plant, distribution, Chiang Mai
บทนํา
พื้นที่ป่ าบ้านโปง มีเนื้อที่ประมาณ -
3,680 ไร่ ตั้งอยู่บริเวณหมู่บ้านโปง ตําบลป่ าไผ่
อําเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ ห่างจากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ประมาณ 6 กิโลเมตร เป็นป่าชุมชน
ที่มีชาวบ้านใช้ประโยชน์ ทั้งชุมชนบ้านโปงเอง
และชาวบ้านในละแวกใกล้เคียง ปัจจุบันอยู่ใน
ความดูแลและบริหารจัดการร่วมกันระหว่างมหาวิทยาลัยแม่โจ้กับชุมชนชาวหมู่บ้านโปง ภายใต้
โครงการศึกษาและพัฒนาป่าบ้านโปง ตามพระ-วารสารหน่วยวิจัยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อมเพื่อการเรียนรู้ ปีที่ 11 ฉบับที่ 1 (2563)
3
ราชดําริ ฯ และโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอัน
เนื่องมาจากพระราชดําริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารีฯ
ในอดีตจนถึงปัจจุบันชาวบ้านพึ่งพา
พื้นที่ป่ าในด้านปัจจัยในการดํารงชีพ เช่น การ
เก็บของป่ามาเป็นอาหาร ยาสมุนไพร หรือนําไม้
มาเพื่อการก่อสร้าง (แม้ปัจจุบัน การใช้ประโยชน์
ด้านการก่อสร้างจะไม่ได้รับอนุญาตแล้ว) และจัด
จําหน่ายเพื่อสร้างรายได้ให้แก่ชาวบ้านและ
ชุมชน เช่น ผักหวาน ผักกูด หน่อไม้และเห็ด
กิจกรรมใหม่ที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่แห่งนี้คือ การ
จัดเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวเชิงนิเวศ และพื้นที่ศึกษา
ระบบนิเวศในลักษณะค่ายเยาวชนสิ่งแวดล้อม ที่
เรียกว่า ค่ายแทนคุณ ซึ่งแต่ละปีมีนักเรียนนักศึกษาจํานวนมากจากสถาบันต่าง ๆ ในจังหวัด
เชียงใหม่ ใช้เป็นพื้นที่เข้าค่ายลูกเสือและเนตรนารี
ด้านการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับระบบนิเวศ
และพรรณไม้ในพื้นที่นี้ ส่วนใหญ่เป็นการดําเนิน
งานภายใต้โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชฯ
มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ดังตัวอย่างรายงานของ Tarachai et al. (2001) สํารวจพรรณไม้ในพื้นที่ดังกล่าวและพบพืชกลุ่มเฟินและใกล้เคียงพบ 8 วงศ์
8 สกุล 11 ชนิด พืชกลุ่มจิมโนสเปิร์มพบ 1 วงศ์
1 สกุล 1 ชนิด กลุ่มพืชดอกจําแนกเป็นพืชใบ
เลี้ยงเดี่ยว 15 วงศ์ 53สกุล 83 ชนิด และใบเลี้ยงคู่
75 วงศ์ 210 สกุล 294 ชนิด โดยมีพรรณไม้หลาย
กลุ่ม เช่น ไม้ล้มลุก พืชคลุมดิน หญ้า อีกหลาย
ชนิดที่ยังไม่ได้จัดจําแนก จะเห็นว่า ด้วยศักยภาพ
ด้านทรัพยากรธรรมชาติและความใส่ใจในการ
อนุรักษ์ทรัพยากรของชุมชนบ้านโปง ทําให้มีการ
พัฒนากิจกรรมเพื่อใช้ประโยชน์พื้นที่ด้านการ
ศึกษา การอนุรักษ์มากมายหลายด้าน อย่างไรก็
ตามกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ธรรมชาติ
อาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทําให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
ของสังคมพืช นิเวศวิทยาป่าไม้ เพราะอาจมีการ
เคลื่อนย้ายกระจายพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตจากภาย
นอกสู่ภายในพื้นที่ป่าทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจได้
ในการวิจัยครั้งนี้ จึงสนใจศึกษาชนิดพันธุ์พืชต่าง
ถิ่นที่เป็นพืชรุกราน ซึ่งพืชเหล่านั้นจะก่อให้เกิด
ปัญหาด้านการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพืชและ
ระบบนิเวศเดิม จึงควรมีการศึกษาอย่างเร่งด่วน
เพื่อให้ทราบสถานภาพปัจจุบันและนําผลการ
ศึกษามาวางแนวทางและมาตรการป้องกันจัดการ เพื่อช่วยดํารงความหลากหลายทางชีวภาพ
และพันธุกรรมพืชดั้งเดิมในพื้นที่ให้คงอยู่ได้
ต่อไป
การคุกคามต่อความหลากหลายทาง
ชีวภาพของโลก ประเด็นหนึ่งคือ การนําเข้าและ
การแพร่ระบาดของชนิดพันธุ์ต่างถิ่นรุกราน การ
ชักนําพันธุ์พืชและสัตว์ชนิดใหม่เข้ามาในพื้นที่ซึ่ง
ก่อให้เกิดการแพร่ระบาดของชนิดพันธุ์ต่างถิ่น
รุกราน เกิดความสูญเสียความหลากหลายทาง
ชีวภาพในพื้นที่ธรรมชาติ (Manchester and Bullock, 2000;Linders et al., 2019)จากการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศและทําให้ชนิดพันธุ์ท้องถิ่นสูญพันธุ์ ทั้งยังเชื่อมโยงไปถึงด้านเศรษฐกิจที่ต้อง
สูญเสียค่าใช้จ่ายเพื่อการป้องกันกําจัดและควบคุม
เมื่อเกิดการแพร่ระบาด
วิธีดําเนินการวิจัย
พื้นที่ศึกษา ดําเนินการศึกษาในพื้นที่
ป่าอนุรักษ์บ้านโปง ตําบลป่าไผ่ อําเภอสันทราย
จังหวัดเชียงใหม่ (ภาพที่ 1)J. Res. Unit Sci. Technol. Environ. Learning Vol. 11 No. 1 (2020)
4
ภาพที่ 1 ที่ตั้งป่ าอนุรักษ์บ้านโปง ตําบลป่ าไผ่
อําเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่
ที่มา: Map of Pa Phai Subdistrict, San Sai
District, Chiang Mai Province, 2019
วิธีการเก็บ/บันทึกและวิเคราะห์ข้อมูล
การเก็บข้อมูลแบ่งตามลักษณะการ
วิเคราะห์ออกเป็น 2 ส่วน คือ
1) การเก็บข้อมูลเพื่อจัดทําบัญชีรายชื่อพืชทั้งพืชท้องถิ่นและพืชต่างถิ่น
1.1) ศึกษาลักษณะพฤกษศาสตร์
อนุกรมวิธานของพืชเพื่อจําแนกชนิดพันธุ์พืชต่าง
ถิ่นรุกราน
1.2) บันทึกข้อมูล ถ่ายภาพ บรรยาย
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
2) การเก็บข้อมูลเพื่อประเมินสถานภาพระดับการรุกรานของพืชต่างถิ่น โดยการวาง
แปลงตัวอย่างชั่วคราว ตามแนวเส้นทางการเข้า
ใช้ประโยชน์พื้นที่ คือ พื้นที่ใกล้เส้นทางสัญจรกับ
พื้นที่ห่างเส้นทางสัญจรและมีสิ่งรบกวนน้อย
2.1) จัดทําแปลงสุ่มตัวอย่าง จํานวน
16 แปลง โดย 10 แปลงอยู่ชิดขอบพื้นที่ใกล้
เส้นทางสัญจรและเป็นเส้นทางที่ชาวบ้านใช้เพื่อ
เก็บหาของป่า และแปลงสุ่มตัวอย่าง 6 แปลง อยู่
ห่างจากเส้นทางสัญจร โดยการเลือกตําแหน่ง
แปลงพิจารณาจากการใช้ประโยชน์พื้นที่ที่แตกต่างกัน ได้แก่ พื้นที่เส้นทางศึกษาธรรมชาติพื้นที่
ที่ชาวบ้านเก็บหาของป่า และพื้นที่ที่มีการรบกวน
น้อย และวิธีการเลือกแปลงและเทคนิคการสุ่ม
ตัวอย่างทางนิเวศวิทยา เพื่อให้ได้แปลงสุ่มที่มี
ขนาดเหมาะสมและเป็นตัวแทนระบบนิเวศใน
พื้นที่ ตามวิธีของ Greig–Smith (1983), Krebs
(1989) และ Mueller and Ellenberg (1974)
2.2) แปลงขนาด 10× 10 เมตร ภาย
ในมีแปลงย่อยขนาด 4×4 เมตร จํานวน 2 แปลง
และ 2×2 เมตร จํานวน 2 แปลง โดยแบ่งแปลง
ย่อย คือ 1 และ 3 มีขนาด 2×2 เมตร ส่วนแปลง
ย่อย 2 และ 4 มีขนาด 4×4 เมตร (Marod, 1999)
(ภาพที่ 2)
ภาพที่ 2 การแบ่งแปลงย่อยภายในแปลงขนาด
10×10 เมตร เพื่อบันทึกข้อมูลพืชคลุม
ดินและไม้พุ่มเตี้ยวารสารหน่วยวิจัยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อมเพื่อการเรียนรู้ ปีที่ 11 ฉบับที่ 1 (2563)
5
2.3) เก็บบันทึกข้อมูลชนิดพืชใน
แปลงเพื่อศึกษาสังคมพืช และจําแนกพืชที่เป็น
ชนิดพันธุ์ต่างถิ่น โดยเก็บข้อมูลทั้งหมด 3 ฤดู-
กาล คือ ช่วงฤดูฝน ฤดูหนาว และฤดูร้อน
วิธีวิเคราะห์ข้อมูล
1) วินิจฉัยชื่อและระบุชนิดพืช โดย
จําแนกชนิดพืชต่างถิ่นและพืชท้องถิ่นที่พบใน
แปลงตัวอย่าง โดยหนังสือพรรณพฤกษชาติแห่ง
ประเทศไทย (Flora of Thailand) ประเทศใกล้เคียง
หรือประเทศที่เป็นถิ่นกําเนิดเดิม การตรวจสอบ
เอกสารและสิ่งตีพิมพ์ด้านพฤกษศาสตร์เฉพาะ
กลุ่มพืช เช่น การสํารวจพืชวงศ์กกและวงศ์ทานตะวันในอุทยานแห่งชาตินํ้าหนาว (Meesawat
and Phromprasit, 2013; Phromprasit et al., 2013)
จากวารสารหรือหนังสือ จากรายงานชนิดพันธุ์
ต่างถิ่น (Invasive Species Working Group of Biodiversity Section, 2007; Witthayanon, 2006;
Treedej, 1997) และตรวจสอบคําบรรยาย รูปภาพ
และถิ่นกําเนิดเพิ่มเติมจากเว็บไซต์ทางพฤกษศาสตร์ที่น่าเชื่อถือ เช่น สํานักงานหอพรรณไม้
กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช องค์-
การสวนพฤกษศาสตร์บัญชีรายการชนิดพันธุ์
ต่างถิ่นที่รุกรานของสหภาพสากลว่าด้วยการ
อนุรักษ์(International Union for Conservation
of Nature and Natural Resources หรือ World
Conservation Union: (IUCN, 2019) ตรวจสอบ
ชื่อวิทยาศาสตร์ของพืชในฐานข้อมูลชื่อวิทยาศาสตร์ของพืช International Plant Name Index
(IPNI, 2019) ซึ่งรวบรวมข้อมูลจากดัชนี The Index
Kewensis (IK) The Gray Card Index (GCI) และ
The Australian Plant Names Index (APNI)
2) การวิเคราะห์ข้อมูลด้านความหลากหลายทางชีวภาพ สําหรับขนาดแปลงตัวอย่าง
เล็กที่สุดนิยมใช้สําหรับสังคมพืชในเมืองไทยนั้น
ขึ้นอยู่กับชนิดของป่ าหรือสังคมพืชเป็นสําคัญ
ในทางนิเวศวิทยานั้น เมื่อวางแปลงตัวอย่างลง
ในสังคมพืชแล้วจะวางแปลงขนาดเล็กเพื่อศึกษา
ไม้หนุ่ม (sapling) คือ ไม้ที่มีความสูงมากกว่า 1.3
เมตร แต่ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางน้อยกว่า 4–5
เซนติเมตร และกล้าไม้(seedling) คือ ไม้ขนาด
เล็กที่มีความสูง < 1.30เมตร ซึ่งขนาดแปลงที่
นิยมใช้สําหรับไม้หนุ่มคือ 4×4เมตร ส่วนกล้าไม้
ใช้ขนาด 1×1เมตร ซึ่งสามารถคํานวณหาค่าความ
หลากหลายทางชีวภาพของพืชตามสูตรดังนี้
(Kut–in, 1999; Whittaker, 1970)
ความหนาแน่นของพรรณพืช
ความหนาแน่น (density, D) คือ จํานวน
พรรณพืชชนิดใดชนิดหนึ่งต่อหน่วยพื้นที่แห่ง
หนึ่ง หรือต่อหน่วยปริมาตร หาได้จากสมการที่ (1)
D =จํานวนต้นไม้ทั้งหมด
พื้นที่แปลงตัวอย่างทั้งหมด - - - (1)
ความถี่ของพันธุ์ไม้ A (Fa) หาได้จากสมการที่ (2)
Fa = จํานวนแปลงที่พันธุ์ไม้A ปรากฏ
จํานวนแปลงที่ทําการสํารวจทั้งหมด × 100
- - - (2)
ความเด่นของพันธุ์ไม้ A (Do) หาได้จาก
สมการที่ (3)
Do =
พื้นที่หน้าตัด (basal area) ของไม้A
พื้นที่แปลงตัวอย่างทั้งหมด - - - (3)
นําค่าความหนาแน่น (D) ความถี่ (F)
และความเด่น (Do) ทั้งสามค่า มาหาค่าความสัมพัทธ์ (relative) ของแต่ละค่า คือ ค่าความหนาแน่นสัมพัทธ์ (relative density, RD) ความถี่สัมพัทธ์ (relative frequency, RF) และความเด่นJ. Res. Unit Sci. Technol. Environ. Learning Vol. 11 No. 1 (2020)
6
สัมพัทธ์ (relative dominance, RDo) และนําค่า
เหล่านี้มาคํานวณหาค่าดัชนีความสําคัญ หรือ
IVI (IVI= RD+RF+RDo) ซึ่งปกติแล้วผลรวมของ
ค่า IVI มีค่าสูงสุดเท่ากับ 300
ส่วนการประเมินสถานภาพพืชต่างถิ่น
จากการพิจารณาค่า IVI ของพืชต่างถิ่นแต่ละชนิด
(Jintana et al., 2008; Witthayawongsaruchi, et al.,
2011) ดังในตาราง 1
ตาราง 1 การประเมินสถานภาพพืชต่างถิ่น
คําบรรยาย ค่า IVI สถานภาพ สัญลักษณ์
พืชต่างถิ่นที่จําเป็นต้องได้รับการดูแลจากมนุษย์
สืบพันธุ์ตามธรรมชาติได้ไม่ดี ไม่มีการแพร่
กระจายออกไปจากพื้นที่เพาะปลูก
– – ไม่รุกราน Ex
มีประชากรและการแพร่กระจายน้อยมาก พบ
ไม่บ่อยนัก ค่อนข้างหายากในระบบนิเวศ
น้อยกว่า 5 – รุกรานน้อยมาก E1
ประชากรและการแพร่กระจายน้อย พบได้ทั่วไป
แต่ไม่มากนักในระบบนิเวศ
เท่ากับ 5–10 หรือน้อยกว่า 5
แต่มีค่า IVI สูงสุด 5อันดับแรก
รุกรานน้อย E2
มีประชากรและการแพร่กระจายปานกลาง พบ
ได้ทั่วไปในระบบนิเวศ
10–20 หรือ 5–10 แต่
มีค่า IVI สูงสุด
5 อันดับแรก
รุกรานปานกลาง E3
มีประชากรและการกระจายมาก พบได้ทั่วไป
แต่ไม่เด่นมากในระบบนิเวศ
มากกว่าหรือ
เท่ากับ 20
และมีค่า IVI
น้อยกว่า 5
อันดับแรก
รุกรานรุนแรง E4
มีประชากรและการแพร่กระจายมาก จนเป็น
พืชเด่นของระบบนิเวศ
มากกว่าหรือ
เท่ากับ 20
และมีค่า IVI
สูงสุด 5 อันดับ
แรก
รุกรานรุนแรงมาก E5
ผลการวิจัย
ลักษณะเชิงปริมาณพืชต่างถิ่น
ผลการสํารวจพื้นที่ป่ าอนุรักษ์บ้านโปง
ลักษณะพื้นที่แปลงทั้ง 10 แปลงตามแนวเส้นทาง
ศึกษาธรรมชาติ มีการใช้ประโยชน์ในกิจกรรมที่
หลากหลาย เป็นเส้นทางสัญจรในการเข้าหาของ
ป่า การทํากิจกรรมของลูกเสือเนตรนารี การปั่น
จักรยาน บางครั้งมีไฟป่าในพื้นที่ ทําให้ลักษณะ
ทั่วไปเป็นป่ าโปร่ง พรรณไม้ใหญ่ทนแล้ง ทนไฟ
เช่น ไม้เต็ง (Shorea obtusa Wall. ex Blume) รัง
(Shorea siamensis Miq.) เหียง (Dipterocarpus
obtusifoliusTeijsm. ex Miq.) ตองตึง (Dipterocarpus tuberculatus Roxb.) รักหลวง (Gluta usitata
(Wall.) Ding Hou) เป็นหลัก ไม้ขนาดกลางมีทรง
พุ่มโปร่งและผลัดใบตามฤดูกาลเช่นเดียวกัน เช่น
เหมือดคน (Aporosa villosa Baill.) ก่องข้าวป่ า
(Abutilon hirtum (Lam.) Sweet) ส้านใหญ่ (Dillenia obovata (Bl.) Hoogl.) ตะขบไทย (Flacourtia
jangomas Raeusch.) ส้มเห็ด (Hymenodictyon
excelsumWall.) ส่วนไม้พื้นล่างจะได้รับแสงแดด
ค่อนข้างเต็มที่ มีวัชพืชขึ้นปกคลุมสลับกับไม้เลื้อย
และพืชคลุมดิน (ภาพที่ 3 4 และ5)วารสารหน่วยวิจัยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อมเพื่อการเรียนรู้ ปีที่ 11 ฉบับที่ 1 (2563)
7
(ก) (ข)
ภาพที่ 3 แปลงสุ่มตัวอย่างพืชตามแนวเส้นทางศึกษาธรรมชาติ(ช่วงฤดูฝน) แปลง 2 (ก) และ 6 (ข)
(ก) (ข)
ภาพที่ 4 แปลงสุ่มตัวอย่างพืชตามแนวเส้นทางศึกษาธรรมชาติ(ช่วงฤดูหนาว) แปลง 5 (ก) และ 8 (ข)
(ก) (ข) (ค)
ภาพที่ 5 แปลงสุ่มตัวอย่างพืชตามแนวเส้นทางศึกษาธรรมชาติ (ช่วงฤดูร้อน)แปลง 1 (ก) 2 (ข) และ6(ค)J. Res. Unit Sci. Technol. Environ. Learning Vol. 11 No. 1 (2020)
8
ส่วนพื้นที่แปลงทั้ง 6 แปลง ที่เป็นตัวแทนของป่าที่มีการเข้าทํากิจกรรมน้อย ไม่ใช้เป็น
เส้นทางเข้าหาของป่า ลักษณะเป็นป่าค่อนข้างชื้น
พรรณไม้ใหญ่มีร่มเงาปกคลุมค่อนข้างทึบ แสงแดดส่องในพื้นที่ประมาณ 50–60% ไม่มีไฟป่ า
ดินค่อนข้างอุดมสมบูรณ์เป็นลักษณะซากพืชทับถม มีบางจุดที่มีนํ้าผุดจากใต้ดิน และมีนํ้าขัง
ลักษณะเหมือนพรุ นํ้าจืด พรรณไม้ใหญ่ เช่น
กระบก (Irvingia malayana Oliv. ex A.W. Benn.)
ไทร(Ficusspp.) หมี่เหม็น (Litsea glutinosa (Lour.)
C.B. Rob.) สารภี (Mammea siamensis (Miq.)
T.Anderson) มะพอก (Parinari anamensis Hance)
มีเถาวัลย์และไม้เลื้อยขนาดใหญ่ ไม้พื้นล่างเป็น
ไม้ที่ขึ้นในที่ชื้นแฉะและไม้หัวตามฤดูกาล เช่น
บอน (Colocasia spp.) กระทือ(Zingiber sp.) เฟิน
กล้วยไม้ดิน (ภาพที่ 6 7 และ 8)
ผลการสํารวจพืชในแปลงตัวอย่างทั้ง
16 แปลงพบว่ามีจํานวนชนิดพืชทั้งสิ้น 224 ชนิด
จําแนกได้ 155 สกุล 72 วงศ์ จากชนิดพืชทั้งหมด
ที่สํารวจในแปลงตัวอย่าง พบว่าเป็นพืชต่างถิ่นที่
รุกรานแล้วในรายการที่ 1 อยู่จํานวน 10 ชนิด
ได้แก่ ขี้เหล็กย่าน (Mikania cordata (Burm.f.)
B.L.Rob.) ปืนนกไส้(Bidens pilosa L.) ผักกาด
ช้าง (Crassocephalum crepidioides S.Moore)
ไมยราบขาว (Mimosa diplotricha C. Wright)
สาบเสือ (Chromolaena odorata (L.) R.M. King &
(ก) (ข)
ภาพที่ 6 แปลงสุ่มตัวอย่างพืชที่อยู่ห่างพื้นที่กิจกรรม (ช่วงฤดูฝน) แปลง 4 (ก) และ 6 (ข)
(ก) (ข)
ภาพที่ 7 แปลงสุ่มตัวอย่างพืชที่อยู่ห่างพื้นที่กิจกรรม (ช่วงฤดูหนาว) แปลง 5 (ก) และ 6 (ข)วารสารหน่วยวิจัยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อมเพื่อการเรียนรู้ ปีที่ 11 ฉบับที่ 1 (2563)
9
(ก) (ข) (ค)
ภาพที่ 8 แปลงสุ่มตัวอย่างพืชที่อยู่ห่างพื้นที่กิจกรรม (ช่วงฤดูร้อน) แปลง 1 (ก) 4 (ข) และ 5 (ค)
H.Rob.)สาบแร้งสาบกา (Ageratum conyzoides
Sieber ex Steud.) หญ้าขจรจบดอกใหญ่ (Pennisetum pedicellatum Trin.) หญ้าคา (Imperata cylindrica (L.) P.Beauv.) หญ้าตดหมา (Paederia
pilifera Hook.f.) และหญ้าขจรจบดอกเล็ก (Pennisetum polystachyon (L.) Schult.)
การสํารวจการกระจายของพืชต่างถิ่น
ชนิดรุกรานทั้ง 10 ชนิด ในแปลงสุ่มตัวทั้ง 10
แปลงของเส้นทางที่มีกิจกรรมมาก พบว่า ชนิดที่
พบมีความหนาแน่นมากที่สุดคือ สาบเสือ (Chromolaena odorata (Linn.) R.M.King & H.Rob.)
รองลงมาคือ หญ้าคา (Imperata cylindrica (L.) P.
Beauv.)และหญ้าขจรจบดอกเล็ก (Pennisetum
polystachyon (L.) Schult.) ตามลําดับ ส่วนใน
แปลงสุ่มตัวอย่างที่ห่างไกลจากกิจกรรมของมนุษย์
ทั้ง 6 แปลง พบว่า พืชต่างถิ่นที่มีการกระจาย
ความหนาแน่นมากที่สุด ได้แก่ สาบเสือ หญ้า
ขจรจบดอกใหญ่และหญ้าตดหมา ตามลําดับ
ในการวิเคราะห์ดัชนีความหลากหลาย
ทางชีวภาพ ใช้ค่าความหนาแน่นสัมพัทธ์(RD)
ค่าความถี่สัมพัทธ์(RF) คิดรวมเป็นค่าดัชนีความ
สําคัญ (IVI) (Lattirasuvan et al., 2013) ซึ่งพบว่า
ในแปลงทั้ง 10 ที่อยู่ใกล้เส้นทางเดินและกิจกรรม
มีค่าดัชนีความสําคัญเป็นสามอันดับแรก คือสาบเสือเท่ากับ 94.59–111.65 หญ้าคาเท่ากับ 64.67–
97.71และหญ้าขจรจบดอกเล็กเท่ากับ 20.40–
74.44 ในทุกฤดูกาลที่มีการสุ่มตัวอย่าง ในพื้นที่
แปลงสุ่มตัวอย่างที่อยู่ห่างจากเส้นทางสัญจรและ
กิจกรรม พบว่า สาบเสือเป็นพืชที่มีค่าความ
สําคัญสูงที่สุดทุกฤดูที่สุ่มนับตัวอย่าง (74.01–
106.53) และมีค่าสูงสุดในช่วงฤดูหนาว ค่า IVI
ของต้นขี้เหล็กย่านอยู่ในอันดับสอง ส่วนอันดับ
สาม คือ หญ้าขจรจบดอกใหญ่ หญ้าตดหมา และ
ผักกาดช้าง ใกล้เคียงกันในแต่ละฤดูกาล
ค่า IVI เฉลี่ยของพืช 5 อันดับแรก ได้แก่
หญ้าใบไผ่ (Acrocerus munroanum (Balansa)
Henr.) หญ้าสามเหลี่ยม (Scleria sp.) ตีนตุ๊กแก
(Selaginella sp.) ปูผา (Piper sp.) และป้องนํ้า
(Goniothalamus griffithii Hook.f. & Thomson)
ซึ่งพืชต่างถิ่นชนิดที่รุกรานทั้ง 10 ค่าเฉลี่ย IVIไม่
อยู่ใน 5 อันดับแรกของชนิดพืชทั้งหมดที่สํารวจ
ในแปลงสุ่มตัวอย่าง ใกล้เส้นทางเดินและJ. Res. Unit Sci. Technol. Environ. Learning Vol. 11 No. 1 (2020)
10
กิจกรรม (10 แปลง) พบว่า มีพืช 7 ชนิดมีสถานภาพรุกรานรุนแรง (E4) ได้แก่ ผักกาดช้าง สาบเสือ สาบแร้งสาบกา หญ้าขจรจบดอกใหญ่ หญ้า
คา หญ้าตดหมา และหญ้าขจรจบดอกเล็ก ส่วน
พืชที่มีสถานภาพรุกรานปานกลาง (E3) มี2 ชนิด
ได้แก่ ขี้เหล็กย่าน และปืนนกไส้ส่วนไมยราบ
ขาวมีสถานภาพรุกรานน้อย (E2) เมื่อพิจารณา
ค่า IVI พบว่าสาบเสือมีสถานภาพรุกรานรุนแรง
สูงสุดเมื่อเทียบกับอีก 9 ชนิด (ตาราง 2)
ตาราง 2 การประเมินสถานภาพการรุกรานของพืชต่างถิ่น 10 ชนิดจากค่า IVI ในแปลงสุ่มตัวอย่าง 10
แปลง
ลําดับ ชนิดพืชต่างถิ่นที่รุกราน ค่า IVI สถานภาพ สัญลักษณ์
1 ขี้เหล็กย่าน 17.80 รุกรานปานกลาง E3
2 ปืนนกไส้ 17.81 รุกรานปานกลาง E3
3 ผักกาดช้าง 30.95 รุกรานรุนแรง E4
4 ไมยราบขาว 8.20 รุกรานน้อย E2
5 สาบเสือ 103.22 รุกรานรุนแรง E4
6 สาบแร้งสาบกา 25.72 รุกรานรุนแรง E4
7 หญ้าขจรจบดอกใหญ่ 32.65 รุกรานรุนแรง E4
8 หญ้าคา 77.43 รุกรานรุนแรง E4
9 หญ้าตดหมา 26.26 รุกรานรุนแรง E4
10 หญ้าขจรจบดอกเล็ก 52.92 รุกรานรุนแรง E4
ในแปลงสุ่มตัวอย่าง ที่อยู่ห่างจากเส้นทางเดินและกิจกรรม (6 แปลง) พบว่า มีพืช 6
ชนิดที่มีสถานภาพรุกรานรุนแรง (E4) ได้แก่
ขี้เหล็กย่าน ผักกาดช้าง สาบเสือ สาบแร้งสาบกา
หญ้าขจรจบดอกใหญ่ และหญ้าตดหมา มีพืช
หนึ่งชนิดที่มีสถานภาพรุกรานปานกลาง (E3)
ได้แก่ หญ้าขจรจบดอกเล็ก และพืช 3 ชนิดที่มี
สถานภาพไม่รุกราน (Ex) ในพื้นที่นี้ได้แก่ ปืน
นกไส้ไมยราบขาว และหญ้าคา และเมื่อเปรียบเทียบพืชทั้ง 10 ชนิดที่รุกรานในพื้นที่นี้พบว่า
สาบเสือเป็นพืชที่มีสถานภาพรุกรานรุนแรงสูงสุด
(ตาราง 3)
สรุปและอภิปรายผล
พืชต่างถิ่นรุกรานทั้งหมดที่พบในพื้นที่
วิจัย จํานวนทั้งสิ้น 10 ชนิด ได้แก่ ขี้เหล็กย่าน
ปืนนกไส้ผักกาดช้าง ไมยราบขาว สาบเสือ สาบแร้งสาบกา หญ้าขจรจบดอกใหญ่ หญ้าคา หญ้า
ตดหมา และหญ้าขจรจบดอกเล็ก ส่วนใหญ่อยู่ใน
วงศ์ Asteraceaeส่วนพืชที่มีดัชนีความสําคัญทาง
นิเวศวิทยา 5 อันดับแรกของแปลงศึกษา ได้แก่
หญ้าใบไผ่ หญ้าสามเหลี่ยม ตีนตุ๊กแก ปูผา และ
ป้องนํ้า
พืชที่มีสถานภาพรุกรานรุนแรงสูงสุดใน
ทั้งสองพื้นที่ที่มีการใช้ประโยชน์และกิจกรรม
ต่างกัน คือ สาบเสือ ในขณะที่หญ้าคาอยู่ในอันดับ
สองของพื้นที่กิจกรรมมากที่มีลักษณะเปิดโล่ง แสง