โคลนติดล้อ ตอน ความนิยมเป็นเสมียน - PDF to Flipbook
Published on Aug 30, 2026
Description:
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๕พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นพระราชโอรส
ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระศรีพัชริน
ทราบรมราชินีนาถ พระราชสมภพเมื่อวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๒๓
ทรงมีพระนามเดิมว่า สมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ พระองค์โปรดงาน
ด้านวรรณกรรมมาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ และทรงมีผลงานพระราชนิพนธ์
ทั้งร้อยแก้วและร้อยกรอง เช่น รามเกียรติ์ มัทนะพาธา เป็นต้น
รวมทั้งผลงานด้านการพิมพ์ เช่น ทรงออกหนังสือพิมพ์ดุสิตสมิต
และทรงเขียนบทความลงในหนังสือพิมพ์ต่าง ๆ จนได้รับการยกย่อง
ว่าทรงเป็น ‘นักหนังสือพิมพ์’
ประวัติผู้แต่งโคลนติดล้อ เป็นพระราชนิพนธ์
ใน (รัชกาลที่ ๖) ซึ่งตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ไทยระหว่าง
วันที่ ๒๘ เมษายน ถึง ๑๑ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๕๘ และ
ทรงพระราชนิพนธ์เป็นภาษาอังกฤษโดยใช้ชื่อว่า “Clogs
on Our Wheels” ลงในหนังสือพิมพ์สยามออบเซอร์
เวอร์(Siam Observer) โดยทรงใช้พระนามแฝงว่า
“อัศวพาหุ” และใช้นามแฝงนี้สำหรับบทความที่ลงใน
หนังสือพิมพ์ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับกิจการทหาร สงคราม
เหตุการณ์บ้านเมืองทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งการปลุก
ใจให้คนไทยมีความตื่นตัวในการรักชาติบ้านเมืองของตน
ที่มาของเรื่องโคลนติดล้อ บทความเรื่องโคลนติดล้อ
บทความเรื่องโคลนติดล้อ มีทั้งหมด ๑๒ ตอน แต่ละตอนเป็นการ
นำเสนอความคิดเกี่ยวกับปัญหาและอุปสรรคที่ทำให้ประเทศไทยมีความ
เจริญก้าวหน้าช้ากว่าที่ควรจะเป็น ซึ่งเปรียบเทียบเป็นโคลน ๑๒ ก้อน ดังนี้
๑. การเอาอย่างโดยไม่ตริตรอง ๒. การทำตนให้ต ่าต้อย
๓. การบูชาหนังสือเกินเหตุ ๔. ความนิยมเป็นเสมียน
๕. ความเห็นผิด ๖. ถือเกียรติไม่มีมูล
๗. ความจนไม่จริง ๘. แต่งงานชั่วคราว
๙. ความไม่รับผิดชอบบิดามารดา ๑๐. การค้าหญิงสาว
๑๑. ความหยุมหยิม ๑๒. หลักฐานไม่มั่นคงจุดประสงค์ในการแต่ง
เพื่อชี้ให้ผู้อ่านได้เห็นถึงปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ ที่เป็น
เครื่องกีดขวางเหนี่ยวรั้งความเจริญของชาติในตอนความนิยมเป็น
เสมียน รัชกาลที่ ๖ ทรงแสดงทรรศนะเกี่ยวกับปัญหาที่คนมี
การศึกษาสูงนิยมแต่จะเป็นเสมียน ไม่ยอมกลับภูมิลำเนาของตนไป
ทำงานภาคเกษตรกรรมที่มีประโยชน์ต่อประเทศชาติมากกว่าลักษณะคำประพันธ์ของเรื่องนี้ เป็นบทความร้อยแก้ว
(ความเรียงที่ไม่ได้บังคับฉันทลักษณ์หรือความคล้องจองแบบร้อยกรอง)
ซึ่งหลักในการเขียนบทความที่เป็นร้อยแก้ว ประกอบด้วย ๓ ส่วน ดังนี้
๑. ส่วนเริ่มต้น ผู้เขียนอาจใช้ถ้อยคำสำนวนที่เร้าความสนใจ
ให้ผู้อ่านอยากอ่านต่อ
๒. ส่วนเนื้อเรื่อง ผู้เขียนอาจบอกข้อความที่เป็นข้อเท็จจริง
ข้อควรรู้ หรือข้อคิดต่างๆ ก็ได้
๓. ส่วนท้าย ผู้เขียนจะสรุปให้ผู้อ่านเข้าใจเรื่องที่ได้กล่าวมาแล้ว
หรืออาจฝากข้อคิดเห็นให้แก่ผู้อ่าน
ลักษณะคำประพันธ์เนื้อเรื่องผลแห่งการบูชาหนังสือจนเกินเหตุ ตามที่ข้าพเจ้าได้
กล่าวมาแล้วนั้น มีอยู่อีกอย่างหนึ่งซึ่งข้าพเจ้าจะขอเรียกว่า
ความนิยมเป็นเสมียน เพราะจะหาคำให้สั้นกว่านี้ไม่ได้
การตั้งโรงเรียนขึ้นทั่วทั้งพระราชอาณาจักรให้โอกาส
แก่บรรดาชายหญิงทุก ๆ ขั้นได้ศึกษาให้รู้อ่านรู้เขียนหนังสือ
นั้น กลับให้ผลที่ทำให้เป็นที่รำคาญ และอาจจะทำให้รำคาญ
ยิ่งกว่าที่เป็นอยู่เดี๋ยวนี้ก็เป็นได้ โดยไม่กล่าวถึงความเสียหาย
อย่างอื่นซึ่งจะพึงมีมาในไม่ช้าวัน
เนื้อหาโคลนติดล้อ ตอน ความนิยมเป็นเสมียนเด็กทุกๆ คนซึ่งเล่าเรียนสำเร็จออกมาจากโรงเรียน
ล้วนแต่มีความหวังฝังอยู่ว่าจะได้มาเป็นเสมียน หรือเป็น
เลขานุการ และจะได้เลื่อนยศเลื่อนตำแหน่งขึ้นเร็ว ๆ เป็น
ลำดับไป เด็กที่ออกมาจากโรงเรียนเหล่านี้ย่อมเห็นว่ากิจการ
อย่างอื่นไม่สมเกียรติยศนอกจากการเป็นเสมียน ข้าพเจ้า
เองได้เคยพบเห็นพวกหนุ่ม ๆ ชนิดนี้หลายคนเป็นคน
ฉลาดและว่องไว และถ้าหากเขาทั้งหลายนั้นไม่มีความ
กระหายจะทำงานอย่างที่พวกเขาเรียกกันว่า "งานออฟฟิศ"
มากีดขวางอยู่แล้ว เขาก็อาจจะทำประโยชน์ได้มากการที่จะบอกให้เขาเหล่านี้กระทำตัวของเขา
ให้เป็นประโยชน์โดยกลับไปบ้าน และช่วยบิดามารดาเขา
ทำการเพาะปลูกนั้นเป็นการป่วยกล่าวเสียเวลา เขาตอบว่า
เขาเป็นผู้ที่ได้รับความศึกษามาจากโรงเรียนแล้ว ไม่ควรจะ
เสียเวลาไปทำงานชนิดซึ่งคนที่ไม่รู้หนังสือก็ทำได้ และ
เพราะเขาไม่อยากจะลืมวิชาที่เขาได้เรียนรู้มาจากโรงเรียน
นั้นด้วย เพราะเหตุนี้เขาสู้สมัคร อดอยากอยู่ในกรุงเทพฯ
ได้เงินเดือนเพียงเดือนละ ๑๕ บาทหรือ ๒๐ บาท ยิ่งกว่าที่
จะกลับไปประกอบการเพื่อเพิ่มพูนความสมบูรณ์แห่ง
ประเทศในภูมิลำเนาเดิมของเขา