บุคคลที่มีความบกพร่องทางการพูดและภาษา - PDF to Presentation
Published on Aug 30, 2026
Description:
รายงาน
เรื่อง บ
ุ
คคลท
ี่
ม
ี
ความบกพร
องทางการพ
ู
ดและภาษา
(Individuals with Speech and Language Disorders)
เสนอ
อาจารย์พน
ั
ชกร ศร
ี
มงคล
จัดทำ โดย
๑. นายเมฆินทร์ ลาภทวี รหัสนักศึกษา ๖๙๓๖๑๒๐๘
๒.นางสาวลภัสรดา ประโพศรี รหัสนักศึกษา ๖๙๓๖๑๒๑๔
๓.นางสาวนุชนาฏ ภูมิชนะจิต รหัสนักศึกษา ๖๙๓๖๑๒๑๖
๔.นางวนิดา รอนยุทธ รหัสนักศึกษา ๖๙๓๖๑๒๒๑
๕.นายวิญญู ปานเนาว์ รหัสน
ั
กศ
ึ
กษา ๖๙๓๖๑๒๒๒
รายงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชา๓๑๖๒๑๐๓๐๒ จิตวิทยาสำ หรับครู
หลักสูตรประกาศนียบัตร สาขาวิชาชีพครู
คณะครุศาสตร์และการพัฒนามนุษย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ
ภาคเรียนท
ี่
๑ ป
การศ
ึ
กษา ๒๕๖๙รายงาน
เรื่อง บ
ุ
คคลท
ี่
ม
ี
ความบกพร
องทางการพ
ู
ดและภาษา
(Individuals with Speech and Language Disorders)
เสนอ
อาจารย์พน
ั
ชกร ศร
ี
มงคล
จัดทำ โดย
๑. นายเมฆินทร์ ลาภทวี รหัสนักศึกษา ๖๙๓๖๑๒๐๘
๒.นางสาวลภัสรดา ประโพศรี รหัสนักศึกษา ๖๙๓๖๑๒๑๔
๓.นางสาวนุชนาฏ ภูมิชนะจิต รหัสนักศึกษา ๖๙๓๖๑๒๑๖
๔.นางวนิดา รอนยุทธ รหัสนักศึกษา ๖๙๓๖๑๒๒๑
๕.นายวิญญู ปานเนาว์ รหัสน
ั
กศ
ึ
กษา ๖๙๓๖๑๒๒๒
รายงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชา๓๑๖๒๑๐๓๐๒ จิตวิทยาสำ หรับครู
หลักสูตรประกาศนียบัตร สาขาวิชาชีพครู
คณะครุศาสตร์และการพัฒนามนุษย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ
ภาคเรียนท
ี่
๑ ป
การศ
ึ
กษา ๒๕๖๙คำ นํา
รายงานเรื่อง "บุคคลที่มีความบกพร่องทางการพูดและภาษา" ฉบับนี้ จัดทำ ขึ้นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษารายวิชา
จิตวิทยา หลักสูตรประกาศนียบัตร สาขาวิชาชีพครู คณะครุศาสตร์และการพัฒนามนุษย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเชิงลึกและรวบรวมองค์ความรู้เกี่ยวกับความหมาย นิยาม ประเภท สาเหตุการเกิด
ลักษณะอาการ กระบวนการตรวจวินิจฉัย ผลกระทบทางจิตวิทยา พฤติกรรม และการเรียนรู้ รวมถึงแนวทางการช่วย
เหลือ ฟ
นฟ
ู
สมรรถภาพ และการจ
ั
ดการเร
ี
ยนรูสําหร
ั
บบ
ุ
คคลท
ี่
ม
ี
ความบกพร
องทางการพ
ู
ดและภาษา
การสื่อสารด้วยการพูดและภาษาเป็นเครื่องมือพื้นฐานที่สำ คัญที่สุดในการดำ รงชีวิต การเรียนรู้ และการปรับตัวทาง
สังคม บุคคลที่มีความบกพร่องในด้านนี้จึงมักประสบอุปสรรคซับซ้อนทั้งในและนอกห้องเรียน คณะผู้จัดทำ หวังเป็น
อย่างยิ่งว่ารายงานฉบับนี้จะเป็นประโยชน์แก่ครู บุคลากรทางการศึกษา ผู้ปกครอง และผู้ที่สนใจ ในการนำ ความรู้ไป
ประยุกต
ใช
เพ
ื่
อค
ั
ดกรอง ช
วยเหล
ื
อ และพ
ั
ฒนาค
ุ
ณภาพช
ี
ว
ิ
ตของผูเร
ี
ยนได
อย
างม
ีประส
ิ
ทธ
ิ
ภาพ
คณะผู้จัดทำ ขอขอบพระคุณ อาจารย์พนัชกร ศรีมงคล ผู้สอนรายวิชาจิตวิทยาสำ หรับครู ที่ได้ให้คำ แนะนำ แนวทาง
และข้อเสนอแนะอันมีค่ายิ่งในการจัดทำ รายงานฉบับนี้ หากมีข้อผิดพลาดประการใด คณะผู้จัดทำ ขออภัยมา ณ ที่นี้
ด้วยสารบัญ
บทที่ 1 บทนำ
1.1 ความเป็นมาและความสำ คัญ
1.2 วัตถุประสงค์
1.3 นิยามและความหมาย
บทที่ 2 ประเภทและลักษณะอาการความบกพร่องทางการพูดและภาษา
2.1 ความบกพร่องทางการพูด (Speech Disorders)
2.2 ความบกพร่องทางภาษา (Language Disorders)
2.3 ตารางเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างความบกพร่องทางการพูดและภาษา
บทที่ 3 สาเหตุ ปัจจัยเสี่ยง และการตรวจวินิจฉัย
3.1 สาเหตุและปัจจัยเสี่ยง (Organic vs. Environmental Causes)
3.2 กระบวนการประเมินและการตรวจวินิจฉัยโดยทีมสหวิชาชีพ
บทที่ 4 ผลกระทบทางจิตวิทยา สังคม และการเรียนรู้
4.1 ผลกระทบต่อพัฒนาการทางอารมณ์และจิตวิทยา
4.2 ผลกระทบต่อการเรียนรู้และทักษะทางสังคม
บทที่ 5 แนวทางการช่วยเหลือ บำ บัด และการจัดการเรียนรู้
5.1 การแก้ไขพูดและอรรถบำ บัด (Speech-Language Therapy)
5.2 การจัดการศึกษาพิเศษและการช่วยเหลือในชั้นเรียนเรียนรวม
5.3 บทบาทของผู้ปกครองและครอบครัว
บทที่ 6 บทสรุปและข้อเสนอแนะ
6.1 บทสรุป
6.2 ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและการปฏิบัติ
บรรณานุกรมบทที่ 1
1.1 ความเป็นมาและความสำ คัญ การสื่อสารเป็นกระบวนการแลกเปลี่ยนสาร ความคิด ความรู้สึก และความ
ต้องการระหว่างมนุษย์ ซึ่งต้องอาศัยกลไกการทำ งานร่วมกันอย่างสมบูรณ์ของระบบประสาท สมอง อวัยวะใน
การออกเสียง และทักษะการประมวลผลทางภาษา ความสามารถในการสื่อสารที่สมบูรณ์เป็นรากฐานของการ
พัฒนาด้านสติปัญญา อารมณ์ และสังคม แต่สำ หรับบุคคลที่มีความบกพร่องทางการพูดและภาษา (Individuals
with Speech and Language Disorders) กระบวนการดังกล่าวจะเกิดอุปสรรค ทำ ให้ไม่สามารถรับสาร
ประมวลผล หรือส
งสารได
อย
างม
ีประส
ิ
ทธ
ิ
ภาพ
ตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง กำ หนดประเภทและหลักเกณฑ์ของคนพิการทางการศึกษา พ.ศ. 2552
ได้จัดให้ความบกพร่องทางการพูดและภาษาเป็น 1 ใน 9 ประเภทของคนพิการทางการศึกษา ในบริบทการศึกษา
ขั้นพื้นฐานและชั้นเรียนเรียนรวม ครูผู้สอนมักพบผู้เรียนที่มีอาการพูดไม่ชัด ติดอ่าง นึกคำ ศัพท์ไม่ออก หรือไม่
เข้าใจคำ สั่ง ซึ่งหากขาดความเข้าใจที่ถูกต้อง ครูอาจเข้าใจผิดว่าผู้เรียนมีความบกพร่องทางสติปัญญา หรือมี
ปัญหาด้านพฤติกรรม การศึกษาและเข้าใจธรรมชาติของความบกพร่องนี้อย่างถ่องแท้จึงเป็นสิ่งจำ เป็นสำ หรับ
วิชาช
ี
พคร
ู
เพ
ื่
อให
สามารถออกแบบการเร
ี
ยนรูและระบบสน
ั
บสน
ุ
นช
วยเหล
ื
อได
อย
างตรงจ
ุ
ด
1.2 วัตถุประสงค์
• เพื่อศึกษาและวิเคราะห์ความหมาย นิยาม และจำ แนกประเภทของความบกพร่องทางการพูดและภาษา
อย่างเป็นระบบ
• เพื่อศึกษาสาเหตุ ปัจจัยเสี่ยง และกระบวนการตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์และอรรถบำ บัด
• เพื่อวิเคราะห์ผลกระทบทางจิตวิทยา อารมณ์ สังคม และการเรียนรู้ของผู้ที่มีความบกพร่องทางการพูด
และภาษา
• เพื่อสังเคราะห์แนวทางการช่วยเหลือ การจัดทำ แผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล (IEP) นวัตกรรมอรรถ
บำ บ
ั
ด และบทบาทของคร
ู
ผูสอนและครอบคร
ั
ว
1.3 นิยามและความหมาย
• ความบกพร่องทางการพูด (Speech Disorders) ความผิดปกติของกลไกการผลิตเสียงพูด (Motor
Speech Production) ส่งผลให้การออกเสียง จังหวะ ความคล่องแคล่ว หรือคุณภาพน้ำ เสียง เบี่ยงเบนไปจาก
มาตรฐานจนผู้ฟังเข้าใจได้ยาก หรือเบนความสนใจของผู้ฟังไปจากเนื้อหาที่พูด
• ความบกพร่องทางภาษา (Language Disorders) ความบกพร่องในการเข้าใจ (Receptive
Language) หรือการใช้สัญลักษณ์ทางภาษา (Expressive Language) ไม่ว่าจะเป็นภาษาพูด ภาษาเขียน หรือ
ระบบสัญลักษณ์อื่น ครอบคลุมความผิดปกติในด้านรูปแบบภาษา (Form) เนื้อหาภาษา (Content) และการใช้
ภาษาในสังคม (Function/Pragmatics)บทที่ 2
ประเภทและลักษณะอาการความบกพร
องทางการพ
ู
ดและภาษา
2.1 ความบกพร่องทางการพูด (Speech Disorders)
แบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลัก ดังนี้
• ความบกพร่องด้านการออกเสียง (Articulation and Phonological Disorders):
• การตกหล่น (Omission): การตัดเสียงพยัญชนะบางตัวออก เช่น พูด "โรงเรียน" เป็น "โองเอียน"
• การแทนที่ (Substitution): การใช้เสียงอื่นมาแทนเสียงที่ถูกต้อง เช่น พูด "กิน" เป็น "ติน" หรือ "เสือ" เป็น
"เจือ"
• การบิดเบือน (Distortion): การออกเสียงเพี้ยนไปจากมาตรฐานเนื่องจากการวางตำ แหน่งอวัยวะการพูดไม่
แม่นยำ
• การเพิ่มเสียง (Addition): การแทรกพยัญชนะหรือสระที่ไม่จำ เป็นเข้าไปในคำ เช่นพูด "กล้าม" เป็น "กะล้าม"
• ความบกพร่องด้านจังหวะและความคล่องแคล่วในการพูด (Fluency Disorders):
• การติดอ่าง (Stuttering): มีการซ้ำ เสียง (Repetition) ลากเสียง (Prolongation) หรือมีการบล็อกของลม
และเสียง (Blocking) ขณะพูด มักแสดงพฤติกรรมร่วม เช่น กะพริบตา เกร็งใบหน้า
• การพูดรัว (Cluttering): พูดด้วยอัตราเร็วสูงมาก จังหวะรวน จบคำ ไม่สมบูรณ์ ทำ ให้จับใจความได้ยาก
• ความบกพร่องด้านน้ำ เสียง (Voice Disorders):
• ความผิดปกติของระดับเสียง (Pitch) ความดัง (Loudness) และคุณภาพเสียง (Quality) เช่น เสียงแหบแห้ง
รุนแรง (Hoarseness) เส
ี
ยงข
ึ้
นจม
ู
กมากเก
ิ
นไป (Hypernasality) หร
ื
อเส
ี
ยงไม
ออกจม
ู
ก (Hyponasality)
2.2 ความบกพร่องทางภาษา (Language Disorders) พิจารณาตามส่วนประกอบของภาษา 5 ด้าน (Phonology,
Morphology, Syntax, Semantics, Pragmatics):
• ด้านการรับรู้และเข้าใจภาษา (Receptive Language Deficit):
• ไม่สามารถทำ ความเข้าใจความหมายของคำ ศัพท์ ประโยคซับซ้อน หรือคำ สั่งหลายขั้นตอน
• ตีความภาษาอุปมาอุปไมย สำ นวน หรือการประชดประชันไม่ได้
• ด้านการแสดงออกทางภาษา (Expressive Language Deficit):
• คลังคำ ศัพท์จำ กัด (Limited Vocabulary) ใช้คำ ไม่เหมาะสมกับบริบท
• เรียงประโยคผิดโครงสร้างไวยากรณ์ (Agrammatism) ใช้คำ เชื่อมหรือคำ ลงท้ายไม่ถูกต้อง
• นึกคำ ศัพท์ที่ต้องการพูดไม่ค่อยออก (Word-finding difficulty)
• ด้านการใช้ภาษาในสังคม (Pragmatic Language Disorder):
• ไม่เข้าใจกฎเกณฑ์การสนทนา เช่น การสลับกันพูด การรักษาหัวข้อสนทนา
• ปรับเปล
ี่
ยนระด
ั
บภาษาให
เหมาะก
ั
บบ
ุ
คคลและสถานการณ
ไม
ได
2.3 ตารางเปรียบเท
ี
ยบความแตกต
างระหว
างความบกพร
องทางการพ
ู
ดและภาษา
มิต
ิ
การเปร
ี
ยบเท
ี
ยบ
ความบกพร่องทางการพ
ู
ด (Speech)
ความบกพร่องทางภาษา (Language)ลักษณะป
ญหาหล
ั
ก
อุปสรรคในการผล
ิ
ตเส
ี
ยง กลไกการเคล
ื่
อนไหวของปาก/ลม
อุปสรรคในการเข
าใจ รวบรวม หร
ื
อสร
างความหมาย
ขอบเขตการแสดงออก
ส่งผลต
อการพ
ู
ด การออกเส
ี
ยง จ
ั
งหวะ และนํ้าเส
ี
ยง
ส่งผลต
อท
ั้
งการฟ
ง พ
ู
ด อ
าน เข
ี
ยน และการใช
ส
ั
ญล
ั
กษณ
อวัยวะท
ี่
เก
ี่
ยวข
อง
เส้นเส
ี
ยง ล
ิ้
น ร
ิ
มฝปาก เพดานปาก กล
ามเน
ื้
อช
องปาก
การประมวลผลของสมอง คลังคําศ
ั
พท
โครงสร
างไวยากรณ
ตัวอย
างอาการ
พูดต
ิ
ดอ
าง ออกเส
ี
ยง "ร" เป
น "ล" นํ้าเส
ี
ยงแหบแห
ง
ฟังคําส
ั่
งไม
เข
าใจ เร
ี
ยงประโยคสล
ั
บตําแหน
ง ใช
คําศ
ั
พท
ผ
ิ
ดบทที่ 3
สาเหตุ ป
จจ
ั
ยเส
ี่
ยง และการตรวจว
ิ
น
ิ
จฉ
ั
ย
3.1 สาเหตุและปัจจัยเสี่ยง
• ปัจจัยทางกายภาพและระบบประสาท (Organic Causes):
• ความผิดปกติของโครงสร้างอวัยวะ: ปากแหว่งเพดานโหว่ (Cleft Lip/Palate), สภาพลิ้นติด
(Ankyloglossia)
• ความเสียหายของระบบประสาทและสมอง: สมองพิการ (Cerebral Palsy), การบาดเจ็บทาง
สมอง (Traumatic Brain
Injury), หรือภาวะสมองขาดออกซิเจน
• การสูญเสียการได้ยิน (Hearing Impairment) ทำ ให้ผู้เรียนไม่สามารถเลียนแบบเสียงที่ถูกต้องได้
• ปัจจัยทางพันธุกรรม: มีประวัติบุคคลในครอบครัวมีภาวะติดอ่างหรือความล่าช้าทางภาษา
• ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมและจิตวิทยา (Environmental & Psychological Causes)
• การขาดการกระตุ้นพัฒนาการ: สภาพแวดล้อมที่ขาดการพูดคุย ปฏิสัมพันธ์ หรือการอ่านนิทาน
ร่วมกัน
• สภาพแวดล้อมสองภาษาที่ไม่เหมาะสม (Bilingual Complexity) การได้รับสัญลักษณ์ภาษาที่
สับสนโดยขาดรากฐานภาษาแม่ที่มั่นคง
• การบริโภคสื่อหน้าจอเกินขนาด (Excessive Screen Time) การดูสมาร์ทโฟน/ทีวีแบบสื่อสาร
ทางเดียว (Passive Learning) ในเด็กวัยเตาะแตะ
• สภาวะทางอารมณ์และจิตใจ: ความเครียด รอยแผลทางจิตใจ (Trauma) หรือการถูกเลี้ยงดูแบบ
ละเลย
3.2 กระบวนการประเมินและการตรวจวินิจฉัยโดยทีมสหวิชาชีพ การประเมินอย่างรอบด้านอาศัย
ความร่วมมือจากทีมสหวิชาชีพ ดังนี้
• โสต นาสิก ลาริงซ์แพทย์ และแพทย์เด็ก (ENT & Pediatrician) ตรวจการได้ยิน (Audiology
Test) และตรวจโครงสร้างกายวิภาคของช่องปาก ลายหู และระบบประสาท
• นักอรรถบำ บัด (Speech-Language Pathologist - SLP) ทดสอบระดับการเข้าใจภาษา การ
ทดสอบการออกเสียง (Articulation Test) การประเมินการทำ งานของกล้ามเนื้อช่องปาก (Oral Motor
Examination)
• นักจิตวิทยา (Psychologist): ประเมินระดับพัฒนาการ สติปัญญา (IQ Test) และสภาวะ
อารมณ์พฤติกรรม เพื่อแยกออกจากภาวะออทิสติกหรือความบกพร่องทางสติปัญญา
• ครูการศึกษาพิเศษ (Special Education Teacher) ประเมินความสามารถทางการเรียนรู้
ทักษะการอ
าน เข
ี
ยน และการส
ื่
อสารในช
ี
ว
ิ
ตประจําว
ั
นบทที่ 4
ผลกระทบทางจิตว
ิ
ทยา ส
ั
งคม และการเร
ี
ยนรู
4.1 ผลกระทบต่อพัฒนาการทางอารมณ์และจิตวิทยา
• ความวิตกกังวลและความกลัวการสื่อสาร (Communication Apprehension) ผู้เรียนมักเกิด
ความเครียดสูงเมื่อต้องพูดหน้าชั้นเรียนหรือคุยกับคนแปลกหน้า เกิดภาวะกลัวการขายหน้า
• ความรู้สึกคุณค่าในตนเองต่ำ (Low Self-Esteem) การถูกขัดจังหวะ ถูกแก้คำ พูดบ่อยครั้ง หรือถูก
เพื่อนหัวเราะเยาะ ส่งผลให้เด็กมองตนเองไร้ความสามารถ และมีแนวโน้มแยกตัวออกจากสังคม (Social
Isolation)
• ปัญหาพฤติกรรม (Behavioral Issues) เมื่อไม่สามารถสื่อสารความต้องการหรือความรู้สึกกดดันด้วยคำ
พูดได้ เด็กอาจแสดงออกด้วยพฤติกรรมก้าวร้าว อาละวาด หรือในทางกลับกันอาจมีพฤติกรรมถดถอยและเงียบ
ขรึมผ
ิ
ดปกต
ิ(Elective Mutism)
4.2 ผลกระทบต่อการเรียนรู้และทักษะทางสังคม
• อุปสรรคต่อการอ่านและการเขียน (Reading and Writing Literacy) ความบกพร่องในการประมวลผล
ระบบเสียงภาษา (Phonological Awareness) ส่งผลให้เด็กผสมคำ ไม่ได้ อ่านหนังสือช้า สะกดคำ ผิดพลาด ซึ่ง
เป็นรากฐานของโรคความบกพร่องในการเรียนรู้ด้านการอ่านเขียน (Dyslexia)
• สัมพันธภาพกับกลุ่มเพื่อน (Peer Relationships) เด็กมักไม่ถูกเลือกเข้าร่วมกลุ่มทำ กิจกรรมหรือเล่น
เกม ถูกบ
ู
ลล
ี่ (Bullying) หร
ื
อโดดเด
ี่
ยวจากกลุมเพ
ื่
อน ส
งผลให
ขาดโอกาสในการพ
ั
ฒนาท
ั
กษะส
ั
งคมตามว
ั
ยบทที่ 5
แนวทางการช่วยเหล
ื
อ บําบ
ั
ด และการจ
ั
ดการเร
ี
ยนรู
5.1 การแก้ไขพูดและอรรถบำ บัด (Speech-Language Therapy)
• การฝึกอวัยวะการรับรู้และการเคลื่อนไหวช่องปาก (Oral Motor Exercises) บริหารกล้ามเนื้อลิ้น ริม
ฝีปาก และเพดานอ่อน เพื่อเพิ่มความแข็งแรงและการประสานงาน
• การบำ บัดการออกเสียง (Articulation Therapy) ฝึกการออกเสียงที่ถูกต้องทีละลำ ดับ ตั้งแต่ระดับ
เสียงเดี่ยว (Isolation) พยางค์ (Syllables) คำ (Words) ประโยค (Sentences) จนถึงการพูดคุยในชีวิตประจำ
วัน (Conversation)
• การใช้ระบบสื่อสารทดแทนและเพิ่มพูน (Augmentative and Alternative Communication -
AAC): สำ หรับผู้มีความบกพร่องรุนแรง เช่น การใช้แผงสัญลักษณ์ภาพ (PECS - Picture Exchange
Communication System) แอปพลิเคช
ั
นช
วยพ
ู
ด หร
ื
อภาษาม
ื
อ
5.2 การจัดการศึกษาพิเศษและการช่วยเหลือในชั้นเรียนเรียนรวม
• การจัดทำ แผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล (IEP) กำ หนดเป้าหมายระยะยาวและระยะสั้นด้านการ
สื่อสารร่วมกับนักอรรถบำ บัด
• เทคนิคการปรับสภาพแวดล้อมและการสอนของครู
• จัดให้ผู้เรียนนั่งบริเวณแถวหน้าเพื่อมองเห็นหน้าและปากของครูได้ชัดเจน และลดเสียงรบกวนภายนอก
• ใช้สื่อ Visual Aids เช่น ภาพประกอบ แผนภาพ และการสาธิต เพื่อช่วยการทำ ความเข้าใจ
• ให้เวลาเพิ่มเติม (Wait Time) อย่างน้อย 5-10 วินาทีเพื่อให้ผู้เรียนประมวลผลและตอบคำ ถาม โดยไม่
พูดแทรกหรือเติมคำ ให้ก่อนที่เด็กจะพูดจบ
• ปรับรูปแบบการประเมินผล เช่น เพิ่มการสอบเก็บคะแนนด้วยงานเขียนหรือการปฏิบัติแทนการสอบพูด
ปากเปล่า
5.3 บทบาทของผู้ปกครองและครอบครัว
• สร้างสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรทางการสื่อสาร (Communicative Environment) ฟังด้วยความอดทน
สบตา ไม่แสดงท่าทีหงุดหงิดหรือเร่งรัด
• การสร้างรูปแบบภาษาที่ถูกต้อง (Language Modeling) เมื่อเด็กพูดผิด ไม่ควรตำ หนิ แต่ให้พูดประโยค
ที่ถูกต้องซ้ำ ด้วยน้ำ เสียงนุ่มนวล (Parallel Talk & Self-Talk)
• การอ่านหนังสือร่วมกัน (Shared Reading): ใช้การเล่านิทานชวนคุย ถามคำ ถามเปิด เพื่อกระตุ้นคลัง
คำ ศ
ั
พท
และท
ั
กษะการเล
าเร
ื่
อง