บุคคลที่มีความบกพร่องทางการพูดและภาษา

Published on Aug 30, 2026

บุคคลที่มีความบกพร่องทางการพูดและภาษา

บุคคลที่มีความบกพร่องทางการพูดและภาษา - PDF to Presentation

Published on Aug 30, 2026

Description:

รายงาน เรื่อง บ ุ คคลท ี่ ม ี ความบกพร  องทางการพ ู ดและภาษา (Individuals with Speech and Language Disorders) เสนอ อาจารย์พน ั ชกร ศร ี มงคล จัดทำ โดย ๑. นายเมฆินทร์ ลาภทวี รหัสนักศึกษา ๖๙๓๖๑๒๐๘ ๒.นางสาวลภัสรดา ประโพศรี รหัสนักศึกษา ๖๙๓๖๑๒๑๔ ๓.นางสาวนุชนาฏ ภูมิชนะจิต รหัสนักศึกษา ๖๙๓๖๑๒๑๖ ๔.นางวนิดา รอนยุทธ รหัสนักศึกษา ๖๙๓๖๑๒๒๑ ๕.นายวิญญู ปานเนาว์ รหัสน ั กศ ึ กษา ๖๙๓๖๑๒๒๒ รายงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชา๓๑๖๒๑๐๓๐๒ จิตวิทยาสำ หรับครู หลักสูตรประกาศนียบัตร สาขาวิชาชีพครู คณะครุศาสตร์และการพัฒนามนุษย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ ภาคเรียนท ี่ ๑ ป การศ ึ กษา ๒๕๖๙รายงาน เรื่อง บ ุ คคลท ี่ ม ี ความบกพร  องทางการพ ู ดและภาษา (Individuals with Speech and Language Disorders) เสนอ อาจารย์พน ั ชกร ศร ี มงคล จัดทำ โดย ๑. นายเมฆินทร์ ลาภทวี รหัสนักศึกษา ๖๙๓๖๑๒๐๘ ๒.นางสาวลภัสรดา ประโพศรี รหัสนักศึกษา ๖๙๓๖๑๒๑๔ ๓.นางสาวนุชนาฏ ภูมิชนะจิต รหัสนักศึกษา ๖๙๓๖๑๒๑๖ ๔.นางวนิดา รอนยุทธ รหัสนักศึกษา ๖๙๓๖๑๒๒๑ ๕.นายวิญญู ปานเนาว์ รหัสน ั กศ ึ กษา ๖๙๓๖๑๒๒๒ รายงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชา๓๑๖๒๑๐๓๐๒ จิตวิทยาสำ หรับครู หลักสูตรประกาศนียบัตร สาขาวิชาชีพครู คณะครุศาสตร์และการพัฒนามนุษย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ ภาคเรียนท ี่ ๑ ป การศ ึ กษา ๒๕๖๙คำ นํา รายงานเรื่อง "บุคคลที่มีความบกพร่องทางการพูดและภาษา" ฉบับนี้ จัดทำ ขึ้นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษารายวิชา จิตวิทยา หลักสูตรประกาศนียบัตร สาขาวิชาชีพครู คณะครุศาสตร์และการพัฒนามนุษย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเชิงลึกและรวบรวมองค์ความรู้เกี่ยวกับความหมาย นิยาม ประเภท สาเหตุการเกิด ลักษณะอาการ กระบวนการตรวจวินิจฉัย ผลกระทบทางจิตวิทยา พฤติกรรม และการเรียนรู้ รวมถึงแนวทางการช่วย เหลือ ฟ นฟ ู สมรรถภาพ และการจ ั ดการเร ี ยนรูสําหร ั บบ ุ คคลท ี่ ม ี ความบกพร  องทางการพ ู ดและภาษา การสื่อสารด้วยการพูดและภาษาเป็นเครื่องมือพื้นฐานที่สำ คัญที่สุดในการดำ รงชีวิต การเรียนรู้ และการปรับตัวทาง สังคม บุคคลที่มีความบกพร่องในด้านนี้จึงมักประสบอุปสรรคซับซ้อนทั้งในและนอกห้องเรียน คณะผู้จัดทำ หวังเป็น อย่างยิ่งว่ารายงานฉบับนี้จะเป็นประโยชน์แก่ครู บุคลากรทางการศึกษา ผู้ปกครอง และผู้ที่สนใจ ในการนำ ความรู้ไป ประยุกต ใช  เพ ื่ อค ั ดกรอง ช  วยเหล ื อ และพ ั ฒนาค ุ ณภาพช ี ว ิ ตของผูเร ี ยนได  อย  างม ีประส ิ ทธ ิ ภาพ คณะผู้จัดทำ ขอขอบพระคุณ อาจารย์พนัชกร ศรีมงคล ผู้สอนรายวิชาจิตวิทยาสำ หรับครู ที่ได้ให้คำ แนะนำ แนวทาง และข้อเสนอแนะอันมีค่ายิ่งในการจัดทำ รายงานฉบับนี้ หากมีข้อผิดพลาดประการใด คณะผู้จัดทำ ขออภัยมา ณ ที่นี้ ด้วยสารบัญ บทที่ 1 บทนำ 1.1 ความเป็นมาและความสำ คัญ 1.2 วัตถุประสงค์ 1.3 นิยามและความหมาย บทที่ 2 ประเภทและลักษณะอาการความบกพร่องทางการพูดและภาษา 2.1 ความบกพร่องทางการพูด (Speech Disorders) 2.2 ความบกพร่องทางภาษา (Language Disorders) 2.3 ตารางเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างความบกพร่องทางการพูดและภาษา บทที่ 3 สาเหตุ ปัจจัยเสี่ยง และการตรวจวินิจฉัย 3.1 สาเหตุและปัจจัยเสี่ยง (Organic vs. Environmental Causes) 3.2 กระบวนการประเมินและการตรวจวินิจฉัยโดยทีมสหวิชาชีพ บทที่ 4 ผลกระทบทางจิตวิทยา สังคม และการเรียนรู้ 4.1 ผลกระทบต่อพัฒนาการทางอารมณ์และจิตวิทยา 4.2 ผลกระทบต่อการเรียนรู้และทักษะทางสังคม บทที่ 5 แนวทางการช่วยเหลือ บำ บัด และการจัดการเรียนรู้ 5.1 การแก้ไขพูดและอรรถบำ บัด (Speech-Language Therapy) 5.2 การจัดการศึกษาพิเศษและการช่วยเหลือในชั้นเรียนเรียนรวม 5.3 บทบาทของผู้ปกครองและครอบครัว บทที่ 6 บทสรุปและข้อเสนอแนะ 6.1 บทสรุป 6.2 ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและการปฏิบัติ บรรณานุกรมบทที่ 1 1.1 ความเป็นมาและความสำ คัญ การสื่อสารเป็นกระบวนการแลกเปลี่ยนสาร ความคิด ความรู้สึก และความ ต้องการระหว่างมนุษย์ ซึ่งต้องอาศัยกลไกการทำ งานร่วมกันอย่างสมบูรณ์ของระบบประสาท สมอง อวัยวะใน การออกเสียง และทักษะการประมวลผลทางภาษา ความสามารถในการสื่อสารที่สมบูรณ์เป็นรากฐานของการ พัฒนาด้านสติปัญญา อารมณ์ และสังคม แต่สำ หรับบุคคลที่มีความบกพร่องทางการพูดและภาษา (Individuals with Speech and Language Disorders) กระบวนการดังกล่าวจะเกิดอุปสรรค ทำ ให้ไม่สามารถรับสาร ประมวลผล หรือส  งสารได  อย  างม ีประส ิ ทธ ิ ภาพ ตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง กำ หนดประเภทและหลักเกณฑ์ของคนพิการทางการศึกษา พ.ศ. 2552 ได้จัดให้ความบกพร่องทางการพูดและภาษาเป็น 1 ใน 9 ประเภทของคนพิการทางการศึกษา ในบริบทการศึกษา ขั้นพื้นฐานและชั้นเรียนเรียนรวม ครูผู้สอนมักพบผู้เรียนที่มีอาการพูดไม่ชัด ติดอ่าง นึกคำ ศัพท์ไม่ออก หรือไม่ เข้าใจคำ สั่ง ซึ่งหากขาดความเข้าใจที่ถูกต้อง ครูอาจเข้าใจผิดว่าผู้เรียนมีความบกพร่องทางสติปัญญา หรือมี ปัญหาด้านพฤติกรรม การศึกษาและเข้าใจธรรมชาติของความบกพร่องนี้อย่างถ่องแท้จึงเป็นสิ่งจำ เป็นสำ หรับ วิชาช ี พคร ู เพ ื่ อให  สามารถออกแบบการเร ี ยนรูและระบบสน ั บสน ุ นช  วยเหล ื อได  อย  างตรงจ ุ ด 1.2 วัตถุประสงค์ • เพื่อศึกษาและวิเคราะห์ความหมาย นิยาม และจำ แนกประเภทของความบกพร่องทางการพูดและภาษา อย่างเป็นระบบ • เพื่อศึกษาสาเหตุ ปัจจัยเสี่ยง และกระบวนการตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์และอรรถบำ บัด • เพื่อวิเคราะห์ผลกระทบทางจิตวิทยา อารมณ์ สังคม และการเรียนรู้ของผู้ที่มีความบกพร่องทางการพูด และภาษา • เพื่อสังเคราะห์แนวทางการช่วยเหลือ การจัดทำ แผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล (IEP) นวัตกรรมอรรถ บำ บ ั ด และบทบาทของคร ู ผูสอนและครอบคร ั ว 1.3 นิยามและความหมาย • ความบกพร่องทางการพูด (Speech Disorders) ความผิดปกติของกลไกการผลิตเสียงพูด (Motor Speech Production) ส่งผลให้การออกเสียง จังหวะ ความคล่องแคล่ว หรือคุณภาพน้ำ เสียง เบี่ยงเบนไปจาก มาตรฐานจนผู้ฟังเข้าใจได้ยาก หรือเบนความสนใจของผู้ฟังไปจากเนื้อหาที่พูด • ความบกพร่องทางภาษา (Language Disorders) ความบกพร่องในการเข้าใจ (Receptive Language) หรือการใช้สัญลักษณ์ทางภาษา (Expressive Language) ไม่ว่าจะเป็นภาษาพูด ภาษาเขียน หรือ ระบบสัญลักษณ์อื่น ครอบคลุมความผิดปกติในด้านรูปแบบภาษา (Form) เนื้อหาภาษา (Content) และการใช้ ภาษาในสังคม (Function/Pragmatics)บทที่ 2 ประเภทและลักษณะอาการความบกพร  องทางการพ ู ดและภาษา 2.1 ความบกพร่องทางการพูด (Speech Disorders) แบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลัก ดังนี้ • ความบกพร่องด้านการออกเสียง (Articulation and Phonological Disorders): • การตกหล่น (Omission): การตัดเสียงพยัญชนะบางตัวออก เช่น พูด "โรงเรียน" เป็น "โองเอียน" • การแทนที่ (Substitution): การใช้เสียงอื่นมาแทนเสียงที่ถูกต้อง เช่น พูด "กิน" เป็น "ติน" หรือ "เสือ" เป็น "เจือ" • การบิดเบือน (Distortion): การออกเสียงเพี้ยนไปจากมาตรฐานเนื่องจากการวางตำ แหน่งอวัยวะการพูดไม่ แม่นยำ • การเพิ่มเสียง (Addition): การแทรกพยัญชนะหรือสระที่ไม่จำ เป็นเข้าไปในคำ เช่นพูด "กล้าม" เป็น "กะล้าม" • ความบกพร่องด้านจังหวะและความคล่องแคล่วในการพูด (Fluency Disorders): • การติดอ่าง (Stuttering): มีการซ้ำ เสียง (Repetition) ลากเสียง (Prolongation) หรือมีการบล็อกของลม และเสียง (Blocking) ขณะพูด มักแสดงพฤติกรรมร่วม เช่น กะพริบตา เกร็งใบหน้า • การพูดรัว (Cluttering): พูดด้วยอัตราเร็วสูงมาก จังหวะรวน จบคำ ไม่สมบูรณ์ ทำ ให้จับใจความได้ยาก • ความบกพร่องด้านน้ำ เสียง (Voice Disorders): • ความผิดปกติของระดับเสียง (Pitch) ความดัง (Loudness) และคุณภาพเสียง (Quality) เช่น เสียงแหบแห้ง รุนแรง (Hoarseness) เส ี ยงข ึ้ นจม ู กมากเก ิ นไป (Hypernasality) หร ื อเส ี ยงไม  ออกจม ู ก (Hyponasality) 2.2 ความบกพร่องทางภาษา (Language Disorders) พิจารณาตามส่วนประกอบของภาษา 5 ด้าน (Phonology, Morphology, Syntax, Semantics, Pragmatics): • ด้านการรับรู้และเข้าใจภาษา (Receptive Language Deficit): • ไม่สามารถทำ ความเข้าใจความหมายของคำ ศัพท์ ประโยคซับซ้อน หรือคำ สั่งหลายขั้นตอน • ตีความภาษาอุปมาอุปไมย สำ นวน หรือการประชดประชันไม่ได้ • ด้านการแสดงออกทางภาษา (Expressive Language Deficit): • คลังคำ ศัพท์จำ กัด (Limited Vocabulary) ใช้คำ ไม่เหมาะสมกับบริบท • เรียงประโยคผิดโครงสร้างไวยากรณ์ (Agrammatism) ใช้คำ เชื่อมหรือคำ ลงท้ายไม่ถูกต้อง • นึกคำ ศัพท์ที่ต้องการพูดไม่ค่อยออก (Word-finding difficulty) • ด้านการใช้ภาษาในสังคม (Pragmatic Language Disorder): • ไม่เข้าใจกฎเกณฑ์การสนทนา เช่น การสลับกันพูด การรักษาหัวข้อสนทนา • ปรับเปล ี่ ยนระด ั บภาษาให  เหมาะก ั บบ ุ คคลและสถานการณ ไม ได  2.3 ตารางเปรียบเท ี ยบความแตกต  างระหว  างความบกพร  องทางการพ ู ดและภาษา มิต ิ การเปร ี ยบเท ี ยบ ความบกพร่องทางการพ ู ด (Speech) ความบกพร่องทางภาษา (Language)ลักษณะป ญหาหล ั ก อุปสรรคในการผล ิ ตเส ี ยง กลไกการเคล ื่ อนไหวของปาก/ลม อุปสรรคในการเข  าใจ รวบรวม หร ื อสร  างความหมาย ขอบเขตการแสดงออก ส่งผลต  อการพ ู ด การออกเส ี ยง จ ั งหวะ และนํ้าเส ี ยง ส่งผลต  อท ั้ งการฟ ง พ ู ด อ  าน เข ี ยน และการใช  ส ั ญล ั กษณ  อวัยวะท ี่ เก ี่ ยวข  อง เส้นเส ี ยง ล ิ้ น ร ิ มฝปาก เพดานปาก กล  ามเน ื้ อช  องปาก การประมวลผลของสมอง คลังคําศ ั พท โครงสร  างไวยากรณ  ตัวอย  างอาการ พูดต ิ ดอ  าง ออกเส ี ยง "ร" เป น "ล" นํ้าเส ี ยงแหบแห  ง ฟังคําส ั่ งไม  เข  าใจ เร ี ยงประโยคสล ั บตําแหน  ง ใช  คําศ ั พท  ผ ิ ดบทที่ 3 สาเหตุ ป จจ ั ยเส ี่ ยง และการตรวจว ิ น ิ จฉ ั ย 3.1 สาเหตุและปัจจัยเสี่ยง • ปัจจัยทางกายภาพและระบบประสาท (Organic Causes): • ความผิดปกติของโครงสร้างอวัยวะ: ปากแหว่งเพดานโหว่ (Cleft Lip/Palate), สภาพลิ้นติด (Ankyloglossia) • ความเสียหายของระบบประสาทและสมอง: สมองพิการ (Cerebral Palsy), การบาดเจ็บทาง สมอง (Traumatic Brain Injury), หรือภาวะสมองขาดออกซิเจน • การสูญเสียการได้ยิน (Hearing Impairment) ทำ ให้ผู้เรียนไม่สามารถเลียนแบบเสียงที่ถูกต้องได้ • ปัจจัยทางพันธุกรรม: มีประวัติบุคคลในครอบครัวมีภาวะติดอ่างหรือความล่าช้าทางภาษา • ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมและจิตวิทยา (Environmental & Psychological Causes) • การขาดการกระตุ้นพัฒนาการ: สภาพแวดล้อมที่ขาดการพูดคุย ปฏิสัมพันธ์ หรือการอ่านนิทาน ร่วมกัน • สภาพแวดล้อมสองภาษาที่ไม่เหมาะสม (Bilingual Complexity) การได้รับสัญลักษณ์ภาษาที่ สับสนโดยขาดรากฐานภาษาแม่ที่มั่นคง • การบริโภคสื่อหน้าจอเกินขนาด (Excessive Screen Time) การดูสมาร์ทโฟน/ทีวีแบบสื่อสาร ทางเดียว (Passive Learning) ในเด็กวัยเตาะแตะ • สภาวะทางอารมณ์และจิตใจ: ความเครียด รอยแผลทางจิตใจ (Trauma) หรือการถูกเลี้ยงดูแบบ ละเลย 3.2 กระบวนการประเมินและการตรวจวินิจฉัยโดยทีมสหวิชาชีพ การประเมินอย่างรอบด้านอาศัย ความร่วมมือจากทีมสหวิชาชีพ ดังนี้ • โสต นาสิก ลาริงซ์แพทย์ และแพทย์เด็ก (ENT & Pediatrician) ตรวจการได้ยิน (Audiology Test) และตรวจโครงสร้างกายวิภาคของช่องปาก ลายหู และระบบประสาท • นักอรรถบำ บัด (Speech-Language Pathologist - SLP) ทดสอบระดับการเข้าใจภาษา การ ทดสอบการออกเสียง (Articulation Test) การประเมินการทำ งานของกล้ามเนื้อช่องปาก (Oral Motor Examination) • นักจิตวิทยา (Psychologist): ประเมินระดับพัฒนาการ สติปัญญา (IQ Test) และสภาวะ อารมณ์พฤติกรรม เพื่อแยกออกจากภาวะออทิสติกหรือความบกพร่องทางสติปัญญา • ครูการศึกษาพิเศษ (Special Education Teacher) ประเมินความสามารถทางการเรียนรู้ ทักษะการอ  าน เข ี ยน และการส ื่ อสารในช ี ว ิ ตประจําว ั นบทที่ 4 ผลกระทบทางจิตว ิ ทยา ส ั งคม และการเร ี ยนรู 4.1 ผลกระทบต่อพัฒนาการทางอารมณ์และจิตวิทยา • ความวิตกกังวลและความกลัวการสื่อสาร (Communication Apprehension) ผู้เรียนมักเกิด ความเครียดสูงเมื่อต้องพูดหน้าชั้นเรียนหรือคุยกับคนแปลกหน้า เกิดภาวะกลัวการขายหน้า • ความรู้สึกคุณค่าในตนเองต่ำ (Low Self-Esteem) การถูกขัดจังหวะ ถูกแก้คำ พูดบ่อยครั้ง หรือถูก เพื่อนหัวเราะเยาะ ส่งผลให้เด็กมองตนเองไร้ความสามารถ และมีแนวโน้มแยกตัวออกจากสังคม (Social Isolation) • ปัญหาพฤติกรรม (Behavioral Issues) เมื่อไม่สามารถสื่อสารความต้องการหรือความรู้สึกกดดันด้วยคำ พูดได้ เด็กอาจแสดงออกด้วยพฤติกรรมก้าวร้าว อาละวาด หรือในทางกลับกันอาจมีพฤติกรรมถดถอยและเงียบ ขรึมผ ิ ดปกต ิ(Elective Mutism) 4.2 ผลกระทบต่อการเรียนรู้และทักษะทางสังคม • อุปสรรคต่อการอ่านและการเขียน (Reading and Writing Literacy) ความบกพร่องในการประมวลผล ระบบเสียงภาษา (Phonological Awareness) ส่งผลให้เด็กผสมคำ ไม่ได้ อ่านหนังสือช้า สะกดคำ ผิดพลาด ซึ่ง เป็นรากฐานของโรคความบกพร่องในการเรียนรู้ด้านการอ่านเขียน (Dyslexia) • สัมพันธภาพกับกลุ่มเพื่อน (Peer Relationships) เด็กมักไม่ถูกเลือกเข้าร่วมกลุ่มทำ กิจกรรมหรือเล่น เกม ถูกบ ู ลล ี่ (Bullying) หร ื อโดดเด ี่ ยวจากกลุมเพ ื่ อน ส  งผลให  ขาดโอกาสในการพ ั ฒนาท ั กษะส ั งคมตามว ั ยบทที่ 5 แนวทางการช่วยเหล ื อ บําบ ั ด และการจ ั ดการเร ี ยนรู 5.1 การแก้ไขพูดและอรรถบำ บัด (Speech-Language Therapy) • การฝึกอวัยวะการรับรู้และการเคลื่อนไหวช่องปาก (Oral Motor Exercises) บริหารกล้ามเนื้อลิ้น ริม ฝีปาก และเพดานอ่อน เพื่อเพิ่มความแข็งแรงและการประสานงาน • การบำ บัดการออกเสียง (Articulation Therapy) ฝึกการออกเสียงที่ถูกต้องทีละลำ ดับ ตั้งแต่ระดับ เสียงเดี่ยว (Isolation) พยางค์ (Syllables) คำ (Words) ประโยค (Sentences) จนถึงการพูดคุยในชีวิตประจำ วัน (Conversation) • การใช้ระบบสื่อสารทดแทนและเพิ่มพูน (Augmentative and Alternative Communication - AAC): สำ หรับผู้มีความบกพร่องรุนแรง เช่น การใช้แผงสัญลักษณ์ภาพ (PECS - Picture Exchange Communication System) แอปพลิเคช ั นช  วยพ ู ด หร ื อภาษาม ื อ 5.2 การจัดการศึกษาพิเศษและการช่วยเหลือในชั้นเรียนเรียนรวม • การจัดทำ แผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล (IEP) กำ หนดเป้าหมายระยะยาวและระยะสั้นด้านการ สื่อสารร่วมกับนักอรรถบำ บัด • เทคนิคการปรับสภาพแวดล้อมและการสอนของครู • จัดให้ผู้เรียนนั่งบริเวณแถวหน้าเพื่อมองเห็นหน้าและปากของครูได้ชัดเจน และลดเสียงรบกวนภายนอก • ใช้สื่อ Visual Aids เช่น ภาพประกอบ แผนภาพ และการสาธิต เพื่อช่วยการทำ ความเข้าใจ • ให้เวลาเพิ่มเติม (Wait Time) อย่างน้อย 5-10 วินาทีเพื่อให้ผู้เรียนประมวลผลและตอบคำ ถาม โดยไม่ พูดแทรกหรือเติมคำ ให้ก่อนที่เด็กจะพูดจบ • ปรับรูปแบบการประเมินผล เช่น เพิ่มการสอบเก็บคะแนนด้วยงานเขียนหรือการปฏิบัติแทนการสอบพูด ปากเปล่า 5.3 บทบาทของผู้ปกครองและครอบครัว • สร้างสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรทางการสื่อสาร (Communicative Environment) ฟังด้วยความอดทน สบตา ไม่แสดงท่าทีหงุดหงิดหรือเร่งรัด • การสร้างรูปแบบภาษาที่ถูกต้อง (Language Modeling) เมื่อเด็กพูดผิด ไม่ควรตำ หนิ แต่ให้พูดประโยค ที่ถูกต้องซ้ำ ด้วยน้ำ เสียงนุ่มนวล (Parallel Talk & Self-Talk) • การอ่านหนังสือร่วมกัน (Shared Reading): ใช้การเล่านิทานชวนคุย ถามคำ ถามเปิด เพื่อกระตุ้นคลัง คำ ศ ั พท  และท ั กษะการเล  าเร ื่ อง