document (4)

Published on Sep 21, 2026

document (4)

document (4) - PDF to Document

Published on Sep 21, 2026

Description:

วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี ปีที่ 9 ฉบับที่ 1 (มกราคม - กุมภาพันธ์ 2569) | 405 แนวทางการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาหนองบัวลำภูเขต 1 * GUIDELINES FOR THE APPLICATION OF ARTIFICIAL INTELLIGENCE IN SCHOOL UNDER NONG BUA LAM PHU PRIMARY EDUCATIONAL SERVICE AREA OFFICE 1 นนทนันท์ คมขำ 1 และ ธีระเดช จิราธนทัต2 Nontanan Khomkham1 and Thiradet Jirathanathat2 วิทยาลัยสันตพล1-2 Santapol College, Thailand1-2 Corresponding Author’s Email: [email protected] บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความ ต้องการจำเป็นของการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ในสถานศึกษา และ (2) พัฒนาและประเมินแนว ทางการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ในสถานศึกษา การวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบผสมผสานแบ่งเป็น 2 ระยะ โดยระยะที่ 1 มุ่งศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นของการ ประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูจำนวน 313 คน เครื่องมือ คือ แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วย ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และดัชนีความ ต้องการจำเป็น ระยะที่ 2 เป็นการพัฒนาและประเมินแนวทางการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ใน สถานศึกษา โดยดำเนินการ (1) สร้างและตรวจสอบแนวทางจากผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน และผู้ตรวจสอบ 1 คน ด้วยแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง และการวิเคราะห์เนื้อหา และ (2) ประเมินความเหมาะสมและ ความเป็นไปได้ของแนวทางโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 15 คน ด้วยแบบประเมิน วิเคราะห์ข้อมูลด้วย ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า (1) สภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการประยุกต์ใช้ ปัญญาประดิษฐ์ในสถานศึกษาอยู่ในระดับมากและมากที่สุด ส่วนความต้องการจำเป็นมี 6 ด้าน ได้แก่ ด้านครูและบุคลากร ด้านการประเมินผล ด้านการบริหารจัดการ ด้านการจัดการเรียนการสอน ด้านพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยี และด้านสื่อการสอน และ (2) แนวทางการประยุกต์ใช้ ปัญญาประดิษฐ์ในสถานศึกษา ครอบคลุมทั้ง 6 ด้าน รวม 42 แนวทาง ซึ่งผ่านการตรวจสอบว่ามี ความครบถ้วน เหมาะสม และมีความเป็นไปได้ในระดับมากและมากที่สุด สามารถนำแนวทาง * Received 1 December 2025; Revised 25 December 2025; Accepted 2 January 2026406 | Journal of Mani Chettha Ram Wat Chommani Vol.9 No.1 (January - February 2026) ดังกล่าวไปใช้เป็นกรอบเชิงนโยบายและเชิงปฏิบัติสำหรับสถานศึกษาในการยกระดับคุณภาพการ บริหารจัดการและการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ได้ คำสำคัญ: การประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์, สถานศึกษา, ความต้องการจำเป็น, แนวทางการพัฒนา Abstract This study aimed to: (1) examine the current conditions, desired conditions, and essential needs regarding the application of artificial intelligence (AI) in educational institutions, and (2) develop and evaluate guidelines for implementing AI in schools. A mixed-methods approach was employed in two phases. Phase 1 explored the current and desired conditions, as well as the priority needs for AI application. The sample consisted of 313 school administrators and teachers. Data were collected using a questionnaire and analyzed using mean, standard deviation, and the Priority Needs Index. Phase 2 focused on developing and validating guidelines for AI implementation in schools. The process involved: (1) constructing and verifying guideline completeness and coverage based on input from five experts and one reviewer through semi-structured interviews and content analysis, and (2) assessing the appropriateness and feasibility of the guidelines by 15 experts using an evaluation instrument analyzed with mean and standard deviation. The results revealed that: (1) both the current and desired conditions of AI application in schools were rated at high to highest levels. The essential needs were identified across six aspects: personnel development, assessment, administration, teaching and learning management, technological infrastructure development, and instructional media; and (2) the developed guidelines comprised 42 recommendations across the six aspects. These guidelines were verified to be complete, highly appropriate, and highly feasible. The proposed guidelines can serve as a policy and practice framework for enhancing educational management and instructional processes through AI integration in schools. Keywords: Artificial intelligence application, Schools, Essential needs, Development guidelines วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี ปีที่ 9 ฉบับที่ 1 (มกราคม - กุมภาพันธ์ 2569) | 407 บทนำ ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่มีบทบาทในการ เปลี่ยนแปลงระบบการศึกษา AI ไม่เพียงแต่ช่วยให้กระบวนการเรียนรู้มีความยืดหยุ่นและมี ประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ยังสามารถปรับแต่งเนื้อหาให้เหมาะสมกับผู้เรียนแต่ละคน ติดตาม ความก้าวหน้าของผู้เรียน ได้อย่างแม่นยำ ลดภาระงานที่ซ้ำซ้อนของครู ส่งผลให้เกิดสภาพแวดล้อม ที่เอื้อต่อการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ และส่งเสริมให้เกิดการศึกษา “เรียนดี มีความสุข” เพราะว่า AI เป็นเครื่องมือที่สามารถช่วยสนับสนุนและยกระดับระบบการศึกษาในประเทศไทยให้มี ประสิทธิภาพมากขึ้นทั้งในด้านการเรียนการสอน การบริหารจัดการ และการเข้าถึงโอกาสทางการ ศึกษาอย่างเท่าเทียม ตัวอย่างเช่น 1) AI สามารถช่วยเสริมสร้างการเรียนรู้ในวิชาหลัก เช่น คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และภาษา และยังช่วยพัฒนาทักษะด้านเทคโนโลยี การคิดเชิงวิเคราะห์ และการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ การบูรณาการ AI เข้ากับหลักสูตรจึงไม่ได้จํากัดแค่การสอน ความรู้เกี่ยวกับ AI แต่ยังเกี่ยวข้องกับการใช้ AI เป็นเครื่องมือเสริมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการ เรียนการสอน 2) ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับ AI ที่ช่วยให้นักเรียน เข้าใจการทำงานและผลกระทบของ AI ทำได้โดยจัดการเรียนรู้ให้นักเรียนรู้จักพื้นฐานของ AI เช่น Machine Learning และการจดจํา รูปแบบการให้ตัวอย่าง AI ในชีวิตประจำวัน เช่น การแนะนําสินค้าบนแพลตฟอร์มออนไลน์ หรือ การแปลภาษาอัตโนมัติรวมถึงการสร้างกิจกรรมที่ช่วยให้นักเรียนเข้าใจการทำงานของ AI เช่น การ ใช้ Scratch หรือ Python สร้างโปรแกรมง่ายๆ และ 3) การใช้AI สามารถช่วยทำให้การเรียนรู้ใน วิชาหลักมีประสิทธิภาพ และสนุกสนานมากขึ้น เช่น คณิตศาสตร์ สามารถใช้AI ช่วยแก้โจทย์ ปัญหา เช่น การวิเคราะห์คำตอบหรือการให้คำแนะนําในการแก้โจทย์วิทยาศาสตร์ สามารถใช้AI จําลองกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เช่น การทดลองในห้องแล็บเสมือน ภาษาไทยและ ภาษาต่างประเทศ สามารถใช้AI ช่วยฝึกทักษะการพูด อ่าน เขียน โดยการประเมินและให้ คำแนะนําเฉพาะบุคคล ดนตรีสามารถใช้ AI ให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับเนื้อเพลง และสร้างทํานอง เพลงตามแรงบันดาลใจ (สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา, 2568) ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญในการศึกษาและมีผลกระทบต่อครูผู้สอน อย่างมาก ทั้งในด้านการลดภาระงาน การปรับปรุงการเรียนการสอน และการพัฒนาผู้เรียน AI สามารถช่วยครูในหลายๆ ด้าน เช่น การสร้างสื่อการสอน การตรวจข้อสอบ การวิเคราะห์ข้อมูล ผู้เรียน และการให้คำแนะนำแบบเฉพาะบุคคล อย่างไรก็ตาม AI ไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อเข้ามาแทนที่ ครู แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยเสริมศักยภาพของครูในการจัดการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น สอดคล้องกับ สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา (2568) ที่ระบุว่า AI มีศักยภาพในการช่วยครู ในหลากหลายด้าน เช่น การจัดการเอกสารการตรวจข้อสอบ การวิเคราะห์ข้อมูล การเรียนรู้ของ นักเรียน หรือแม้กระทั่งการช่วยออกแบบแผนการสอนที่เหมาะสมกับนักเรียนแต่ละคนนอกจากนี้ AI ยังช่วยบุคลากรโรงเรียนในการบริหารจัดการข้อมูล การจัดตารางเรียน หรือการประเมินผลการ ดําเนินงานของโรงเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพการนํา AI มาใช้งานอย่างเหมาะสม ครู และบุคลากร408 | Journal of Mani Chettha Ram Wat Chommani Vol.9 No.1 (January - February 2026) สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน และลดเวลาในงานที่ใช้แรงงานจำนวนมาก สามารถลด ภาระงานที่ซ้ำซ้อน และเพิ่มเวลาให้ครู สามารถมุ่งเน้นไปที่การพัฒนานักเรียน และสร้างสรรค์ กระบวนการเรียนการสอนที่มีคุณภาพ ตัวอย่างเช่น 1) ครูสามารถใช้ AI เพื่อช่วยลดช่องว่างทาง การศึกษาระหว่างพื้นที่ชุมชนเมืองและชนบท เช่น การใช้ระบบเรียนรู้ผ่านออนไลน์ที่ใช้ AI ช่วย สร้างเนื้อหาที่เหมาะสมกับบริบทของนักเรียนในพื้นที่ห่างไกล รวมถึงการใช้ AI แปลภาษา เพื่อช่วยนักเรียนในพื้นที่ที่มีภาษาถิ่นต่างจากภาษากลาง และ 2) สามารถใช้ AI เพื่อช่วยนักเรียนที่ มีข้อจํากัดในการเรียนรู้ เช่น นักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยินหรือการมองเห็นสามารถใช้ AI ในการแปลงข้อความเป็นเสียง หรือเสียงเป็นข้อความ รวมถึงใช้ช่วยในการปรับเนื้อหาให้ เหมาะสมกับนักเรียนทีมีความต้องการพิเศษ เช่น การลดความซับซ้อนของเนื้อหา หรือการให้ตัว ช่วยเสริมในการเรียน จากข้อมูลดังกล่าวสรุปได้ว่า AI เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยสนับสนุน ระบบ การศึกษาของไทยในหลายด้าน ตั้งแต่การบูรณาการเข้ากับหลักสูตรการลดภาระงานของครูไป จนถึงการส่งเสริมการเรียนรู้ในพื้นที่ห่างไกลและสร้างความเท่าเทียมในโอกาสทางการศึกษา การนํา AI มาใช้อย่างเหมาะสมจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างอนาคตการศึกษาที่ดียิ่งขึ้น แม้ว่าปัญญาประดิษฐ์จะมีศักยภาพสูงในการยกระดับคุณภาพการศึกษา แต่ในทางปฏิบัติ สถานศึกษาจำนวนมากยังประสบปัญหาในการนำ AI มาประยุกต์ใช้อย่างเป็นรูปธรรม อัน เนื่องมาจากข้อจำกัดด้านความรู้ ความเข้าใจ และทักษะของครูและบุคลากรทางการศึกษา รวมถึง การขาดแนวทางเชิงนโยบายและแนวปฏิบัติที่ชัดเจนในการเลือกและใช้เครื่องมือ AI ให้สอดคล้อง กับบริบทของสถานศึกษา นอกจากนี้ ยังพบข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยี ระบบ อินเทอร์เน็ต และการสนับสนุนทรัพยากรจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะในสถานศึกษาขั้น พื้นฐานและสถานศึกษาในพื้นที่ชนบท ส่งผลให้การนำ AI มาใช้ยังเป็นไปในลักษณะกระจัดกระจาย ขาดความเป็นระบบ และไม่สามารถขยายผลเพื่อยกระดับคุณภาพการบริหารจัดการและการจัดการ เรียนรู้ได้อย่างเต็มศักยภาพ (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, 2566) จากข้อมูลดังกล่าว ผู้วิจัยจึงสนใจที่จะศึกษาว่าแนวทางการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ใน สถานศึกษา สังกัด สพป.นภ.1 ที่มีความเหมาะสมและเป็นไปได้ มีกี่แนวทาง เพื่อเป็นสารสนเทศ สำหรับสถานศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปประยุกต์ใช้ในการยกระดับคุณภาพการบริหาร จัดการและการจัดการเรียนรู้ให้สูงขึ้น วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นของการ ประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ในสถานศึกษา สังกัด สพป.นภ.1 2. เพื่อพัฒนาและประเมินแนวทางการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ในสถานศึกษา สังกัด สพป.นภ.1 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี ปีที่ 9 ฉบับที่ 1 (มกราคม - กุมภาพันธ์ 2569) | 409 วิธีดำเนินการวิจัย การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสานแบ่งออกเป็น 2 ระยะ ดังนี้ ระยะที่ 1 ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นของการ ประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ในสถานศึกษา 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1.1 ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ บุคลากรในสังกัด สพป.นภ.1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 1,709 คน ประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 175 คน และครู จำนวน 1,534 คน (สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาหนองบัวลำภู เขต 1, 2568) 1.2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ บุคลากรในสถานศึกษา สังกัด สพป.นภ.1 ปี การศึกษา 2568 จำนวน 313 คน ประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 32 คน และครู จำนวน 281 คน ได้มาจากวิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้นอย่างเป็นสัดส่วน (บุญชม ศรีสะอาด, 2560) ส่วน การกำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างรวมใช้ตาราง เครจซี่และมอร์แกน (Krejcie & Morgan, 1970) และขนาดตัวอย่างย่อยแต่ละกลุ่มใช้วิธีการเทียบสัดส่วน 2. เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับสภาพปัจจุบัน และสภาพที่พึงประสงค์ของการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ในสถานศึกษามีลักษณะเป็นแบบ มาตรประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่น 0.98 3. การเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 32 คน และครูจำนวน 281 คน 4. การวิเคราะห์ข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกันสภาพปัจจุบัน และสภาพที่พึงประสงค์ ใช้ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน แล้วนำค่าเฉลี่ยไปเทียบกับเกณฑ์ดังนี้ ช่วงค่าเฉลี่ย 4.51 –5.00, 3.51 –4.50, 2.51 –3.50, 1.51–2.50,และ1.00–1.50 หมายถึง มากที่สุด มาก ปาน กลาง น้อย และน้อยที่สุด ตามลำดับ (บุญชม ศรีสะอาด, 2560: 76)ส่วนความต้องการจำเป็น ใช้สูตร การหาค่าดัชนีลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็น (สุวิมล ว่องวาณิช, 2550) ระยะที่ 2 การพัฒนาและประเมินแนวทางการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ใน สถานศึกษา แบ่งการดำเนินการเป็น 2 ตอน ดังนี้ ตอนที่ 1 การสร้างและตรวจสอบความครบถ้วนและความครอบคลุมของแนวทางการ ประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ในสถานศึกษา 1.กลุ่มผู้ให้ข้อมูล คือ ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 ท่าน ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง ดังนี้ 1) เป็นผู้บริหารสถานศึกษาจากโรงเรียนขนาดใหญ่หรือขนาดใหญ่พิเศษ จำนวน 1 คน ขนาดกลาง จำนวน 1 คน ขนาดเล็ก จำนวน 1 คน และครูที่ดูแลระบบเทคโนโลยีสารสนเทศของโรงเรียน จำนวน 2คน และ 2) มีประสบการณ์ทำงานไม่ต่ำกว่า 5 ปี 2. เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง และ เครื่องบันทึกเสียง410 | Journal of Mani Chettha Ram Wat Chommani Vol.9 No.1 (January - February 2026) 3. การเก็บรวบรวมข้อมูล โดยการสัมภาษณ์ ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน 4.การวิเคราะห์ข้อมูล ใช้วิธีการวิเคราะห์เนื้อหาแล้วสรุปเป็นร่างแนวทางการประยุกต์ใช้ ปัญญาประดิษฐ์ในสถานศึกษา 5. การตรวจสอบความครบถ้วนและความครอบคลุมของแนวทาง โดยผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 1 คน ซึ่งมีคุณสมบัติดังนี้ 1) เป็นอาจารย์ผู้สอนในระดับอุดมศึกษาที่มีตำแหน่งทาง วิชาการตั้งแต่ผู้ช่วยศาสตราจารย์ขึ้นไป และ 2) มีประสบการณ์สอนในสาขาเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือสาขาวิชาการบริหารการศึกษาไม่น้อยกว่า 5 ปี แล้วนำข้อเสนอแนะที่ได้รับมาปรับแก้ไขร่าง แนวทางให้มีความถูกต้องและครอบคลุมเนื้อหาของแนวทางทุกด้าน ตอนที่ 2 ประเมินความเหมาะสม และความเป็นไปได้ของแนวทางการประยุกต์ใช้ ปัญญาประดิษฐ์ในสถานศึกษา 1. กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ทรงคุณวุฒิที่มีประสบการณ์ด้านการใช้ปัญญาประดิษฐ์ใน สถานศึกษา จำนวน 15 คน ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง ประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษาขนาด ใหญ่ จำนวน 5คน ขนาดกลาง จำนวน 5คน และขนาดเล็ก จำนวน 5คน ที่มีวุฒิทางการศึกษา ระดับปริญญาโทหรือสูงกว่าและเป็นผู้บริหารสถานศึกษาไม่น้อยกว่า 5 ปี 2. เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไป ได้ของแนวทางการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ในสถานศึกษา มีลักษณะเป็นแบบมาตรประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่น 0.98 3. การเก็บรวบรวมข้อมูล จากผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 15 คน ที่ประเมินความเหมาะสม และความเป็นไปได้ของแนวทางการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ในสถานศึกษา 4. การวิเคราะห์ข้อมูล เกี่ยวกับความเหมาะสมและความเป็นไปได้แนวทางการ ประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ใช้ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน แล้วนำค่าเฉลี่ยไปเทียบกับ เกณฑ์การแปลความหมายของค่าเฉลี่ยเช่นเดียวกับระยะที่ 1 ผลการวิจัย วัตถุประสงค์ของการวิจัย ข้อ 1 เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และ ความต้องการจำเป็นของแนวทางการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ ผลการศึกษา พบว่า 1) สภาพปัจจุบันของการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก โดยด้านที่ มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ด้านการบริหารจัดการ รองลงมา คือ ด้านการเรียนการสอน ด้านสื่อการสอน ด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยี ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้านการประเมินผล 2) สภาพที่พึงประสงค์ของการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ในสถานศึกษาโดยรวมและรายด้านอยู่ใน ระดับมากที่สุด โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ด้านการบริหารจัดการ ด้านการเรียนการสอน รองลงมา ด้านการประเมินผล ด้านการครูและบุคลากร ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้านสื่อการ สอน ซึ่งทั้ง 6 ด้านมีค่า PNImodified เป็นบวกทั้งหมด นั่นแสดงว่า ทุกด้านล้วนมีช่องว่างระหว่าง วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี ปีที่ 9 ฉบับที่ 1 (มกราคม - กุมภาพันธ์ 2569) | 411 สภาพปัจจุบันกับสภาพที่พึงประสงค์ในทิศทางเดียวกัน และสามารถนำไปใช้เป็นฐานข้อมูลใน การพัฒนาแนวทางการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ในสถานศึกษาสังกัด สพป.นภ.1 ได้ ดังแสดง ในตารางที่ 1 ตารางที่ 1 แสดงค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ PNImodified ของสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นของการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ในสถานศึกษา โดยรวมและรายด้าน การประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ในสถานศึกษา สภาพปัจจุบัน สภาพที่ พึงประสงค์ ความต้องการจำเป็น x̅, ระดับ S.D. x̅, ระดับ S.D. PNImodified อันดับ 1.ด้านการบริหารจัดการ 3.82, มาก 0.33 4.61, มากที่สุด 0.22 0.21 2 2.ด้านครูและบุคลากร 3.70, มาก 0.28 4.59, มากที่สุด 0.18 0.22 1 3.ด้านการเรียนการสอน 3.80, มาก 0.33 4.61, มากที่สุด 0.20 0.21 2 4.ด้านสื่อการสอน 3.78, มาก 0.37 4.58, มากที่สุด 0.24 0.21 2 5.ด้านการประเมินผล 3.77, มาก 0.32 4.59, มากที่สุด 0.21 0.22 1 6.ด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยี 3.78, มาก 0.33 4.58, มากที่สุด 0.20 0.21 2 โดยรวม 3.79, มาก 0.12 4.59, มากที่สุด 0.58 0.21 - วัตถุประสงค์ของการวิจัย ข้อ2เพื่อพัฒนาและประเมินแนวทางการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ ในสถานศึกษา 1. ผลการสร้างและตรวจสอบความครบถ้วนและความครอบคลุมของแนวทางการ ประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ในสถานศึกษา พบว่า ได้แนวทางการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ใน สถานศึกษาที่มีความครบถ้วนและความครอบคลุม ทั้ง 6ด้าน รวม 42แนวทาง ดังนี้ 1.1 ด้านการบริหารจัดการ มี 7 แนวทาง ได้แก่ 1)วางแผนใช้ AI บริหารข้อมูล นักเรียน ระบบช่วยตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ และระบบเอกสารอัตโนมัติ กำหนด KPI ลดเวลาการ ทำงาน ≥30% (P) 2) วิเคราะห์ปัญหางานบริหาร เช่น งานซ้ำซ้อน การจัดตารางเรียน และ ติดตามข้อมูลผู้เรียนอย่างเป็นระบบ (P) 3) นำระบบ AI มาช่วยลดงานซ้ำซ้อน จัดตารางเรียน 412 | Journal of Mani Chettha Ram Wat Chommani Vol.9 No.1 (January - February 2026) ตรวจสอบเอกสาร และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงกลยุทธ์(D) 4) ใช้ AI ระบบตัดสินใจเชิงกลยุทธ์เพื่อ สนับสนุนการบริหารงานและจัดสรรงบประมาณ (D) 5) ใช้ AI ตรวจสอบและจัดเก็บข้อมูล ผู้เรียนและบุคลากรอย่างเป็นระบบ(D) 6) ประเมินผลการใช้ AI ผ่าน KPI เช่น ลดเวลาการ ทำงาน ความพึงพอใจครู ≥80% (C) และ7) ปรับปรุงการใช้ AI ตามผลประเมิน เพิ่ม ประสิทธิภาพและขยายการใช้ระบบ (A) 1.2 ด้านครูและบุคลากร มี 7 แนวทาง ได้แก่ 1) วางแผนอบรมครู ใช้ AI ออกแบบ การสอน ลดงานซ้ำซ้อน และสร้างคู่มือ (P) 2) กำหนด KPI ความสำเร็จ เช่น ครูสามารถ ออกแบบกิจกรรมด้วย AI ลดงานซ้ำซ้อน ≥30% และความพึงพอใจครู ≥80% (P) 3) ครูอบรม การใช้ AI ระบบวิเคราะห์พฤติกรรมผู้เรียน ห้องเรียนอัจฉริยะ และสร้างสื่อดิจิทัล (D) 4) ใช้ AI ลดงานซ้ำซ้อน เช่น การประเมินผลผู้เรียนอัตโนมัติ การสรุปข้อมูลผู้เรียน (D) 5) สร้างชุมชน การเรียนรู้เพื่อแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติและพัฒนากลยุทธ์การเรียนรู้(D) 6) ประเมินผล KPI เช่น ความสะดวกในการออกแบบกิจกรรม ความพึงพอใจของครู และความแม่นยำระบบ AI (C) และ 7) ปรับปรุงการใช้ AI ตามผลประเมิน เพิ่มฟีเจอร์และปรับกลยุทธ์การสอน (A) 1.3 ด้านการเรียนการสอน มี 7 แนวทาง ได้แก่ 1) วางแผนใช้ AI ออกแบบเส้นทาง การเรียนรู้ติวเตอร์เสมือน และปรับกิจกรรมตามพฤติกรรมผู้เรียน (P) 2)กำหนดKPI เช่น ความ พึงพอใจผู้เรียน ≥80% และความแม่นยำข้อเสนอแนะ AI ≥90% (P) 3) ใช้ AI สร้างเนื้อหา บทเรียน ติวเตอร์เสมือน(D) 4) ใช้ระบบประเมินผลอัตโนมัติ ตรวจการบ้าน และให้ Feedback แบบ เรียลไทม์ (D) 5) วิเคราะห์พฤติกรรมผู้เรียนและปรับกิจกรรมให้เหมาะสมทั้งห้องเรียนและ ออนไลน์(D) 6) ประเมินผล KPI เช่น ความแม่นยำระบบ ความสะดวกของผู้เรียน และ ผลสัมฤทธิ์(C) และ7) ปรับปรุง AI เพิ่มฟีเจอร์ใหม่ ปรับหลักสูตร และขยายการเรียนรู้แบบสห วิทยาการ (A) 1.4 ด้านสื่อการสอน มี 7 แนวทาง ได้แก่ 1) วางแผนใช้ AI สร้างสื่อการสอน interactive เช่น เกม การศึกษา วิดีโอ 3 มิติ เสียงพากย์ หนังสือเสียง (P) 2) กำหนด KPI เช่น ครู ใช้ AI ลดเวลาการจัดทำสื่อ ≥30%และความพึงพอใจผู้เรียน ≥80%(P) 3) ครูใช้ AI สร้างสื่อ interactive ลดงานซ้ำซ้อน (D) 4) ใช้ AI วิเคราะห์ความน่าสนใจของสื่อและปรับปรุงเนื้อหา (D) 5) นำสื่อ AI ไปใช้ในชั้นเรียนและออนไลน์ พร้อมติดตาม Feedback (D) 6) ประเมินความ พึงพอใจผู้เรียน ครู และคุณภาพสื่อ AI (C) และ7) ปรับปรุงสื่อ AI เพิ่มความน่าสนใจ และขยาย การใช้งาน (A) 1.5ด้านการประเมินผล มี 7 แนวทาง ได้แก่ 1) วางแผนใช้ AI ตรวจและให้คะแนน ชิ้นงาน วิเคราะห์ผลการเรียน ทักษะและพฤติกรรมผู้เรียน (P) 2) กำหนด KPI เช่น ลดภาระ งานตรวจประเมิน ≥30% และความพึงพอใจครู ≥80% (P) 3) ใช้ AI ตรวจชิ้นงานและให้ คะแนนอัตโนมัติ(D) 4) วิเคราะห์พฤติกรรมและติดตามพัฒนาการรายบุคคล (D) 5) ใช้ AI ทำนายความเสี่ยงและช่วยครูวางแผนปรับปรุงการเรียน (D) 6) ประเมินความแม่นยำของระบบ วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี ปีที่ 9 ฉบับที่ 1 (มกราคม - กุมภาพันธ์ 2569) | 413 คะแนนที่ AI ให้ และความพึงพอใจของครู(C) และ7) ปรับปรุง AI เพิ่มความแม่นยำ ลดอคติ และขยายการประเมินผล (A) 1.6 ด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีมี 7 แนวทาง ได้แก่ 1) วางแผน จัดหาเครือข่ายอุปกรณ์AI ห้องเรียนอัจฉริยะ AR/VR และซอฟต์แวร์สนับสนุน (P) 2) กำหนด KPI เช่น ความพร้อมใช้งานระบบ ≥90% และความพึงพอใจครู ≥80% (P) 3) ติดตั้งและใช้งาน ระบบ AI ห้องเรียนอัจฉริยะ และอุปกรณ์สนับสนุน (D) 4) รวบรวม วิเคราะห์ และจัดเก็บ ข้อมูลผู้เรียน หลักสูตร และกิจกรรมการเรียนรู้(D) 5) ใช้ระบบเพื่อสนับสนุนการสอน ปรับ หลักสูตร และออกแบบกิจกรรม (D) 6) ประเมินความพร้อมใช้งาน ระบบเครือข่าย และความ สะดวกครู(C) และ7) ปรับปรุงระบบ เพิ่มอุปกรณ์ และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้ใช้งานเต็ม ประสิทธิภาพ (A) ตอนที่ 2 ผลประเมินความเหมาะสม และความเป็นไปได้ของแนวทางการประยุกต์ใช้ ปัญญาประดิษฐ์ในสถานศึกษา พบว่า แนวทางการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ในสถานศึกษา ทั้ง 6 ด้าน 42 แนวทาง มีความเหมาะสม และมีความเป็นไปได้อยู่ในระดับมากและมากที่สุด ตามลำดับ ดังแสดงในตารางที่ 2 ตารางที่ 2 แสดงค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและระดับความเหมาะสมความเป็นไปได้ของ แนวทางการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ในสถานศึกษา โดยรวมและรายด้าน การประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ในสถานศึกษา ความเหมาะสม ความเป็นไปได้ x̅ S.D. ระดับ x̅ S.D. ระดับ 1. ด้านการบริหารจัดการ 4.46 0.10 มาก 4.73 0.13 มาก ที่สุด 2. ด้านครูและบุคลากร 4.55 0.13 มาก ที่สุด 4.78 0.16 มาก ที่สุด 3. ด้านการเรียนการสอน 4.46 0.20 มาก 4.77 0.16 มาก ที่สุด 4. ด้านสื่อการสอน 4.51 0.20 มาก ที่สุด 4.79 0.14 มาก ที่สุด 5. ด้านการประเมินผล 4.51 0.27 มาก ที่สุด 4.80 0.26 มาก ที่สุด 6.ด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยี 4.47 0.15 มาก 4.72 0.15 มาก ที่สุด โดยรวม 4.49 0.09 มาก 4.76 0.09 มาก ที่สุด414 | Journal of Mani Chettha Ram Wat Chommani Vol.9 No.1 (January - February 2026) อภิปรายผล จากผลการศึกษาแนวทางการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ในสถานศึกษา สังกัด สพป. นภ.1 มีประเด็นสำคัญที่นำมาอภิปรายผลตามวัตถุประสงค์ของการวิจัย ดังนี้ 1. วัตถุประสงค์ข้อที่ 1 ผลการศึกษา พบว่า ความต้องการจำเป็นของการประยุกต์ใช้ ปัญญาประดิษฐ์ในสถานศึกษา สังกัด สพป.นภ.1 มี 6 ด้าน ได้แก่ ด้านครูและบุคลากร ด้านสื่อ การสอน ด้านการการประเมินผล ด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยี และด้านการ เรียนการสอน ที่เป็นเช่นนั้นเป็นเพราะว่า ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนมีความเห็นว่า สภาพปัจจุบันของการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ในสถานศึกษา ของผู้บริหารสถานศึกษายัง ปฏิบัติได้ต่ำกว่าสภาพที่พึงประสงค์อยู่ทั้ง 6 ด้าน ดังนี้ ด้านครูและบุคลากร ยังขาดทักษะและ ความรู้เกี่ยวกับ AI ด้านสื่อการสอนและนวัตกรรมดิจิทัล ยังไม่เพียงพอ ด้านการประเมินผล ต้อง ปรับตัวเพื่อรองรับการประเมินแบบอัตโนมัติ และการวิเคราะห์ข้อมูลผู้เรียน ด้านการบริหารจัดการ ยังขาดระบบข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล และ AI ในการช่วยตัดสินใจ ด้านโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี เช่น อินเทอร์เน็ต อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ Cloud และระบบรักษาความปลอดภัยข้อมูล ยังไม่รองรับการใช้งาน AIอย่างเต็มรูปแบบ รวมทั้งด้านการจัดการเรียนการสอน ยังต้องการ รูปแบบ วิธีการ และกิจกรรมที่ประยุกต์ AI อย่างเหมาะสม จากเหตุผลดังกล่าวจึงทำให้สถานศึกษา สังกัด สพป.นภ.1 มีความต้องการจำเป็นในการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ถึง 6 ด้านดังกล่าวซึ่ง สอดคล้องกับ UNESCO (2023) ที่ชี้ว่าครูคือปัจจัยสำคัญที่สุดในความสำเร็จของการนำ AI เข้าสู่ ห้องเรียน และควรได้รับการอบรมอย่างเป็นระบบ และกระทรวงศึกษาธิการ (2564) ที่ระบุว่า โครงสร้างพื้นฐาน ICT เป็นปัจจัยสำคัญต่อการเปลี่ยนผ่านสู่โรงเรียนดิจิทัล รวมทั้งสำนักงาน เลขาธิการสภาการศึกษา (2565) ที่ระบุว่าปัญญาประดิษฐ์เป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาการ เรียนรู้เชิงลึก นอกจากนี้ยังสอดคล้องกับแนวคิดการบริหารสถานศึกษาเชิงข้อมูลของ Fullan & Quinn (2016) ที่ระบุว่าการใช้ข้อมูลเชิงลึกจากเทคโนโลยีช่วยให้การตัดสินใจของผู้บริหารมี ประสิทธิผลมากขึ้น 2. วัตถุประสงค์ข้อที่ 2 ผลการศึกษาพบว่า แนวทางการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ ในสถานศึกษา ที่ได้จากการสัมภาษณ์กลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิและปรับปรุงแก้ไขตามตำแนะนำของ ผู้เชี่ยวชาญ มีจำนวน 6 ด้าน 42 แนวทาง ได้แก่ 1) ด้านการบริหารจัดการ 7 แนวทาง 2) ด้านครู และบุคลากร 7 แนวทาง 3) ด้านการเรียนการสอน 7 แนวทาง 4) ด้านสื่อการสอน 7 แนวทาง 5) ด้านการประเมินผล 7 แนวทาง และ 6) ด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยี7 แนวทาง ที่เป็นเช่นนี้เพราะผู้วิจัยได้ดำเนินการสร้างและปรับปรุงแนวทางการประยุกต์ใช้ ปัญญาประดิษฐ์ในสถานศึกษา สังกัด สพป.นภ.1 อย่างเป็นระบบเริ่มจาก 1) การศึกษาแนวคิด ทฤษฎีและเอกสารที่เกี่ยวข้อง 2) การศึกษาความต้องการจำเป็นของการประยุกต์ใช้ ปัญญาประดิษฐ์จากผู้เกี่ยวข้อง คือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน 3) การสร้างแนวทางการ ประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ในสถานศึกษา จากข้อมูลการสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ และ 4) การ